
รัฐเร่งผ่าตัดราชการ ฟรีซอัตรากำลังคน ลดจาก 3 ล้านสู่ 2 ล้าน
รัฐเร่งผ่าตัดราชการ ฟรีซอัตรากำลังคน ลดจาก 3 ล้านสู่ 2 ล้าน : รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4220 หน้า 8
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบราชการเพื่อลดภาระงบประมาณ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการลดจำนวนบุคลากรจาก 3 ล้านคน เหลือประมาณ 2 ล้านคน
- ใช้มาตรการหลัก คือ การตรึงอัตรากำลังคน (ฟรีซ) ไม่รับคนเพิ่ม ยุบตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณ และ ส่งเสริมโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement)
- นำเทคโนโลยีดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอน และ ทดแทนกำลังคนที่ลดลง
งบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อฐานะการคลังของประเทศ และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านแนวคิด "รัฐเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น"
ด้วยมาตรการตรึงจำนวนกำลังคนภาครัฐ ยุบตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณ ผลักดันโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) และนำเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการยกระดับการทำงานของภาครัฐ
นโยบายดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบราชการไทย จากเดิมที่เติบโตตามจำนวนบุคลากร ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี และการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในยุคใหม่
งบบุคลากรภาครัฐพุ่งต่อเนื่อง
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความกังวลต่อสัดส่วนงบประมาณด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศยังต้องใช้งบประมาณมหาศาลสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลจึงมอบหมายให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ศึกษาแนวทางปฏิรูประบบบริหารกำลังคนทั้งระบบ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีภายในระยะเวลาอันใกล้
ฟรีซอัตรากำลังยุบตำแหน่งเกษียณ
หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การกำหนดเพดานกำลังคนภาครัฐไม่ให้เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน ซึ่งมีบุคลากรรวมประมาณ 3 ล้านคน ครอบคลุมข้าราชการพลเรือน ทหาร และ พนักงานของรัฐ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลเตรียมเสนอให้ “ยุบเลิกตำแหน่ง” ที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ หรือ การลาออก โดยไม่เปิดรับคนใหม่ทดแทนในทุกตำแหน่ง แต่จะพิจารณาเฉพาะตำแหน่งที่ยังมีความจำเป็นต่อภารกิจของรัฐเท่านั้น
แนวทางดังกล่าวจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน และเปิดทางให้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงานประจำที่สามารถดำเนินการในระบบดิจิทัลได้
เป้าลดข้าราชการจาก 3 ล้าน เหลือ 2 ล้าน
รัฐบาลวางเป้าหมายระยะยาวให้จำนวนบุคลากรภาครัฐ ลดลงจากประมาณ 3 ล้านคน เหลือราว 2 ล้านคน ผ่านกลไกธรรมชาติและมาตรการสมัครใจ ไม่ใช่การปลดพนักงาน
หากสามารถลดจำนวนบุคลากรลงได้ ภายใต้งบประมาณก้อนเดิม จะทำให้รัฐมีศักยภาพในการปรับฐานเงินเดือน และสวัสดิการของผู้ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ให้สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ
Early Retire ลดขนาดรัฐ
อีกมาตรการสำคัญคือ โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ข้อเสนอเบื้องต้นแบ่งผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และเหลือเวลาราชการอย่างน้อย 2 ปี
- ผู้มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการไม่น้อยกว่า 10 ปี
- ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินก้อนในอัตรา 8-12 เท่าของฐานที่กำหนด
พร้อมเงื่อนไขสำคัญคือ ตำแหน่งดังกล่าวจะต้องถูกยุบ และผู้เข้าร่วม จะไม่สามารถกลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำของรัฐได้อีก
ขณะเดียวกัน รัฐยังเปิดทางให้ส่วนราชการสามารถจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation ตามสัดส่วนที่กำหนด
AI กับรัฐบาลดิจิทัล
การลดจำนวนบุคลากรราชการ จะเกิดขึ้นควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยรัฐบาลมองว่า AI และระบบดิจิทัลสามารถช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และลดต้นทุนการดำเนินงานของภาครัฐ
นอกจากการสนับสนุนการทำงานแบบ Work from Anywhere แล้ว ยังรวมถึงการปรับระบบประเมินผลให้เน้นผลสัมฤทธิ์มากกว่าขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสการทุจริตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ยุบหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค
การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงการทบทวนหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าหลายแห่งมีภารกิจซ้ำซ้อนกับจังหวัด และบางส่วนไม่มีฐานกฎหมายรองรับ จะเสนอให้ครม.ยุติบทบาทเหล่านี้
แนวทางใหม่จะเปลี่ยนการให้บริการผ่านสำนักงานสาขาไปสู่ระบบออนไลน์ ลดค่าใช้จ่ายด้านอาคาร สถานที่ และ บุคลากร พร้อมจัดแพ็กเกจรองรับผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งการโอนย้ายกลับส่วนกลาง หรือสมัครเข้าร่วมโครงการ Early Retirement
ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่
รัฐบาลยังเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐ หลังพบความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการส่วนกลาง กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่
“พบข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ปลัดเทศบาล และ ปลัด อบต. ในหลายพื้นที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลนโยบายและกิจกรรมสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ อันเกิดขึ้นจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระในการกำหนดเกณฑ์รายได้ของตนเองโดยไม่ได้ล้อไปกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนข้าราชการส่วนกลาง” รองนายกฯ ปกรณ์ ระบุ
พร้อมกันนี้ จะผลักดันระบบบัญชีกลางและมาตรฐานการบริหารงบประมาณเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และยกระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐ
โจทย์ใหญ่ที่ต้องสร้างสมดุล
แม้ว่ามาตรการปฏิรูประะบบราชการ จะมีเป้าหมายลดภาระการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับบริการประชาชน แต่ก็ยังมีโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องสร้างสมดุล ทั้ง การรักษาขวัญกำลังใจของบุคลากร การคงคุณภาพการให้บริการในหน่วยงานที่ยังขาดแคลนกำลังคน และ การพัฒนาทักษะดิจิทัลของเจ้าหน้าที่ ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิรูปราชการครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการ "ลดจำนวนคน" หากแต่เป็นการออกแบบ “ระบบราชการใหม่” ให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน และบริหารงบประมาณอย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาครัฐ สามารถรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้อย่างแท้จริง
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4220







