
BAM ชงรหัสลูกหนี้ RPL ปลดล็อกคนเคยติด NPL กลับเข้าถึงสินเชื่อ
BAM เสนอปฏิรูประบบเครดิตไทย ดันรหัสลูกหนี้ RPL เปิดทางคนเคยเป็น NPL กลับเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมใช้ B Score วัดวินัยการเงินแทนสลิปเงินเดือน ชี้เศรษฐกิจไทยซึมลึก หนี้ครัวเรือนยังสูง 86-87%
KEY
POINTS
- BAM เสนอให้มีรหัสลูกหนี้ใหม่ "RPL" (Reperforming Loan) สำหรับผู้ที่เคยเป็นหนี้เสีย (NPL) แต่ได้ปรับโครงสร้างหนี้และผ่อนชำระต่อเนื่องครบ 12 เดือน เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง
- ข้อเสนอนี้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงที่หนี้เสียอาจพุ่งแตะ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
- นอกจากนี้ยังผลักดันการใช้ "B Score" ที่วัดวินัยทางการเงินจากการชำระค่าสาธารณูปโภค เพื่อช่วยให้กลุ่มฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้ไม่ประจำเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
BAM เสนอปฏิรูประบบเครดิตไทย ชงใช้รหัสลูกหนี้ RPL (Reperforming Loan) ปลดล็อกผู้เคยเป็นหนี้เสียกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อ หลังผ่อนชำระต่อเนื่อง 12 งวด พร้อมผลักดัน B Score วัดวินัยทางการเงินแทนการยึดสลิปเงินเดือน หวังเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้อิสระ ขณะที่เตือนเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “ซึมลึก” ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูง 86-87% ของ GDP และความเสี่ยงหนี้เสียอาจพุ่งแตะ 2 ล้านล้านบาท หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ปี 2569 ใหม่จากการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มคาดการณ์ GDP ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% และล่าสุดกระทรวงการคลัง เพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ เป็นขยายตัว 2.5% ด้วยเช่นกัน
เศรษฐกิจไทยยัง “ซึมลึก” แม้ GDP โต เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจระยะยาว
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ซึมลึก” เพราะตัวเลข GDP ที่ปรับดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากภาคการส่งออกและการผลิตของบริษัทต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต มากกว่าจะเป็นการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME และแรงงานจำนวนมากยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับ 86-87% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสม ขณะที่หนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงกว่า 400,000 บาท
ปัจจัยสำคัญเกิดจากการแข่งขันปล่อยสินเชื่อในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) บางส่วนที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลเครดิตอย่างรอบคอบ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีภาระหนี้เกินความสามารถในการชำระ
NPL จ่อทะลุ 2 ล้านล้านบาท แบงก์เข้มปล่อยกู้
สำหรับสถานการณ์หนี้เสียในปัจจุบันมียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐรวมกันเกือบ 900,000 ล้านบาท และยังมีลูกหนี้กลุ่ม Special Mention (SM) หรือกลุ่มที่เริ่มผิดนัดชำระแต่ยังไม่เป็น NPL อีก 1.3-1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมีโอกาสไหลลงมาเป็นหนี้เสียเพิ่มเติม
หากรวมทั้งสองกลุ่ม จะมีมูลค่าราว 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบที่มีมูลค่าประมาณ 20 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินต่ำกว่า 3 ล้านบาทยังมีอัตราการปฏิเสธสูงถึง 72%
ชง “RPL” ปลดล็อกลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงิน
ดังนั้น BAM จึงมีแนวคิดที่จะจัดตั้งรหัสลูกหนี้ใหม่ “RPL” หรือ Reperforming Loan เพื่อให้โอกาสผู้ที่เคยเป็นหนี้เสียกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง โดยแนวคิดดังกล่าวกำหนดให้ลูกหนี้ NPL ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติติดต่อกันไม่น้อยกว่า 12 งวด ได้เปลี่ยนสถานะเป็น RPL เพื่อใช้เป็นประวัติทางการเงินใหม่ ไม่ต้องถูกตราหน้าว่า เคยเป็นลูกหนี้เสียตลอดไป
“ปัจจุบันข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผลักดันในระดับนโยบาย โดยต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อแก้ไขกฎหมายรองรับ ซึ่งธปท. บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างประสานงาน เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง”ดร.รักษ์กล่าว
ดัน “B Score” วัดวินัยการเงิน ช่วยฟรีแลนซ์กู้บ้านง่ายขึ้น
อีกแนวคิดคือ การนำ “Behavior Score” หรือ B Score มาใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินสินเชื่อ ซึ่งจะเปลี่ยนจากการพิจารณาเฉพาะความมั่นคงของอาชีพหรือรายได้ประจำ มาให้ความสำคัญกับ “วินัยทางการเงิน” ผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง เช่น การชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือค่าสาธารณูปโภคตรงเวลา
โมเดลนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน แต่มีรายได้สม่ำเสมอและมีวินัยทางการเงิน สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน BAM และสถาบันการเงินของรัฐบางแห่งเริ่มนำ B Score มาใช้เป็นองค์ประกอบประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
เตือนไทยเสี่ยง “จนก่อนแก่” หากไม่เร่งแก้หนี้
ดร.รักษ์ ยังสะท้อนความกังวลต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งสังคมสูงวัย คุณภาพแรงงาน และภาระหนี้ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าสู่วัยเกษียณทั้งที่ยังมีหนี้สิน จึงเสนอให้ยกระดับ “คลินิกแก้หนี้” จากโครงการเพื่อสังคม (CSR) ไปสู่ภารกิจหลักของระบบการเงิน เพื่อสร้างความรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) ให้ประชาชนสามารถบริหารหนี้ได้อย่างยั่งยืน
“ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง ประชาชนจำเป็นต้องมีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งปรับโครงสร้างสวัสดิการและงบประมาณให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเผชิญภาวะ “จนก่อนแก่” และเศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะซบเซาเป็นเวลานาน”
บ้านมือสองล้นตลาด ปรับเกมจากคู่แข่งสู่พันธมิตรดีเวลอปเปอร์
ในด้านอสังหาริมทรัพย์ ดร.รักษ์ ระบุว่า ปัจจุบันมีบ้านมือสองในตลาดมากกว่า 200,000 ยูนิต ขณะที่กำลังซื้ออยู่เพียงประมาณ 100,000 ยูนิตต่อปี ทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน
BAM จึงปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นการร่วมมือกัน โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของโครงการเดิมเข้ามาซื้อทรัพย์ NPA ของ BAM ไปปรับปรุงและจำหน่ายต่อ ซึ่งนอกจากช่วยระบายทรัพย์แล้ว ยังช่วยลดการก่อสร้างใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
BAM ยังมีแผนสร้างแพลตฟอร์มกลางร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และสถาบันการเงิน เพื่อนำทรัพย์รอการขายมารวมไว้ในตลาดเดียว โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายทรัพย์สิน
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,222 วันที่ 30 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569







