
ครึ่งปีแรกราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่ง 97 ดอลลาร์ ‘คลัง’ คาดทั้งปี 69 เหลือ 82 ดอลลาร์
คลังหั่นเป้าราคาน้ำมันดิบดูไบปี 69 เหลือ 82 ดอลลาร์ มองไตรมาส 4 เริ่มอ่อนตัว จับตาภูมิรัฐศาสตร์-จีนกำหนดทิศตลาด
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีความผันผวนสูงและพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจัยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
- กระทรวงการคลังได้ปรับลดประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 91 ดอลลาร์
- การปรับลดคาดการณ์มีสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์หรือความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่ลดการนำเข้า
- แม้กลุ่มโอเปกพลัสจะลดกำลังการผลิต แต่การชะลอตัวของอุปสงค์โลกทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง และคาดว่าจะเริ่มอ่อนตัวลงในไตรมาส 4
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude Oil) สำหรับปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใต้กรอบ 77-87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากการประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ประเมินไว้เฉลี่ย 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม แม้จะปรับลดลง แต่ระดับราคาดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 69.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสะท้อนว่าตลาดพลังงานโลกยังคงอยู่ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง
ครึ่งปีแรกน้ำมันพุ่งแตะ 97 ดอลลาร์ เหตุสงคราม-ภูมิรัฐศาสตร์
นายวโรทัย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบโลกมีความผันผวนอย่างมาก โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ราว 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และบางช่วงปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่สงบในทะเลแดง รวมถึงปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านการผลิตและการขนส่งน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านราคาถูกชะลอลงจากการอ่อนตัวของอุปสงค์ โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ประเทศจีน ซึ่งลดการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี และหันมาใช้น้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์แทน ส่งผลให้แรงซื้อในตลาดโลกลดลง
OPEC+ ลดกำลังผลิต แต่ดีมานด์อ่อนตัวกดราคา
ในด้านอุปทาน คาดว่าปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงโลกในปี 2569 จะลดลง 3.9% สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA)
โดย EIA คาดว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) จะลดกำลังการผลิตรวม 4.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC จะลดกำลังการผลิตลงอีก 0.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้การลดกำลังการผลิตจะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมัน แต่การชะลอตัวของอุปสงค์โลก โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนในช่วงก่อนหน้า
คาดไตรมาส 4 เริ่มอ่อนตัว ต่อเนื่องถึงปี 2570
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นายวโรทัย กล่าวว่า ไตรมาส 3 ราคาน้ำมันยังมีโอกาสผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นได้ หากเกิดเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดคาดว่าจะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ ไตรมาส 4 ปี 2569 และต่อเนื่องไปตลอดปี 2570
ทั้งนี้ EIA ประเมินว่า สต๊อกน้ำมันโลกจะกลับมาเพิ่มขึ้นได้ถึง 2.73 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในไตรมาสสุดท้ายของปี หลังจากคลังสำรองน้ำมันทั่วโลกถูกนำออกมาใช้จำนวนมากในช่วงกลางปี ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้กับตลาดและลดแรงกดดันด้านราคา
คลังจับตาปัจจัยเสี่ยงใกล้ชิด
นายวโรทัย กล่าวว่า สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นการประเมินบนพื้นฐานความระมัดระวัง (Conservative) โดยได้รวมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ไว้ในสมมติฐานแล้ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC+ รวมถึงทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป
"ราคาน้ำมันถือเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก เพราะไม่เพียงส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ยังมีผลต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนความผันผวนของค่าเงินบาทและเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในภาพรวม" นายวโรทัย กล่าว







