
คลัง อัพจีดีพีปี 69 โต 2.5% ส่งออก-ลงทุนหนุน จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง
คลังคาดจีดีพีปี 69 โต 2.5% รับส่งออกพุ่ง-เอกชนลงทุนแรง รวมถึงพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง ดันไทยสู่ "ปีแห่งการลงทุน"
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.6%
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 12.5% และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 9% โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้เป็น "ปีแห่งการลงทุน"
- ยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงาน นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภัยแล้งจากซุปเปอร์เอลนีโญ
กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.5% จากเดิมคาด 1.6% หลังแรงส่งจากภาคส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศฟื้นตัวชัดเจน พร้อมประกาศเดินหน้าผลักดันให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" อาศัยมาตรการ Thailand FastPass การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ขณะที่เตือนจับตาความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง มาตรการภาษีสหรัฐฯ และภัยแล้งจากซุปเปอร์เอลนีโญ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2.5% หรืออยู่ในช่วง 2.0-3.0% ปรับเพิ่มจากประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่าคาดจากแรงหนุนทั้งอุปสงค์ต่างประเทศและอุปสงค์ภายในประเทศ
คาดส่งออกโต 12.5% แรงกว่าคาด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ คือ การส่งออกสินค้าที่ขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐปี 2569 จะขยายตัว 12.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 6.2%
การปรับเพิ่มดังกล่าวเป็นผลจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลักที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569การส่งออกไทยขยายตัวเฉลี่ย 10.9% โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้า คาดว่าจะขยายตัว 19% สอดคล้องกับการเร่งลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้มีการนำเข้าเครื่องจักร เครื่องมือ และสินค้าทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับผลจากราคาพลังงานนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 2
บริโภคเอกชน-ลงทุนเอกชน ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก
ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ กระทรวงการคลังคาดว่า การบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 2.7% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนทยอยฟื้นตัว
ส่วน การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 9% จากการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve)
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการลงทุน ได้แก่ มาตรการ Thailand FastPass การเร่งอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ส่งผลให้ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติรวม 1.87 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
งบปี 2570 หนุนลงทุนรัฐต่อเนื่อง
สำหรับภาครัฐ กระทรวงการคลังคาดว่า การบริโภคภาครัฐ จะขยายตัว 1.5% ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ จะเติบโต 3.2%
ปัจจัยสำคัญมาจากการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลา ต่างจากความกังวลเดิมว่าจะล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และก่อให้เกิด Crowding-in Effect ดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนตามมา
เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ น้ำมันลดลง
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จะอยู่ที่ 2% หรืออยู่ในกรอบ 1.5-2.5%
ขณะที่สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีปรับลดเหลือ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากประมาณการเดิม 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะขาดดุลเพียง 0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.1% ของ GDP เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกไทยยังขาดดุลการค้าในหมวดพลังงานในระดับสูง
ดันปี 69 เป็น "ปีแห่งการลงทุน"
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยใช้มาตรการสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ ทั้งการเร่งอนุมัติโครงการผ่าน Thailand FastPass การอำนวยความสะดวกของหน่วยงานรัฐ และการจับคู่ธุรกิจผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ และนโยบาย Active Neutralityหรือความเป็นกลางเชิงรุก ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนแห่งใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้หลายบริษัททยอยย้ายฐานการผลิต
เตือนจับตา 3 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น แต่กระทรวงการคลังยังประเมินว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น
- ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ หลังสิ้นสุดมาตรการชั่วคราว
- ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุณหภูมิสูงและภัยแล้งในช่วงปลายปี กระทบต่อภาคเกษตรและกำลังซื้อในประเทศ
“คลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมเพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัว และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะต่อไป”







