
'เอกนิติ' เผยบัตรคนจน 2569 พบวัยทำงาน 5 ล้านคน ลุยปั้นทักษะสร้างรายได้
คลังเผยข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 พลิกโฉมสวัสดิการไทย พบผู้มีสิทธิกว่า 5 ล้านคนเป็นวัยแรงงาน เดินหน้าอัปสกิลพ้นความจน ลั่น 5 ปี ใช้งบกว่า 1 ล้านล้านบาท
KEY
POINTS
- ผลการคัดกรองผู้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พบว่ากว่า 5 ล้านคนเป็นประชากรในวัยทำงาน (อายุ 20-60 ปี)
- กระทรวงการคลังเตรียมนำฐานข้อมูลผู้มีสิทธิไปใช้วางนโยบายพัฒนาทักษะและสร้างโอกาสทางอาชีพ เพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น
- เป้าหมายของโครงการคือการเปลี่ยนแนวทางการช่วยเหลือจาก "การสงเคราะห์" ไปสู่ "การสร้างโอกาส" เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน
กระทรวงการคลังเผยผลคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 พบข้อมูลเชิงลึกครั้งแรกว่า ผู้ได้รับสิทธิกว่า 5 ล้านคนเป็นวัยแรงงาน เตรียมใช้ฐานข้อมูลวางนโยบายพัฒนาทักษะและสร้างรายได้ ย้ำเป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยค่าครองชีพ แต่ต้องช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ถือเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลครั้งใหญ่ในรอบกว่า 5 ปี ส่งผลให้ภาครัฐได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เคยมีมาก่อน และสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ (Targeted Welfare)
พบวัยแรงงานกว่า 5 ล้านคน อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการ
ผลการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิจำนวนประมาณ 9 ล้านคน พบว่า มากกว่า 50% หรือกว่า 5 ล้านคน เป็นประชาชนวัยแรงงานอายุระหว่าง 20-60 ปี ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาความยากจนของไทยในปัจจุบันไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้เปราะบางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนในวัยทำงานที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
นายเอกนิติ กล่าวว่า กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีสินทรัพย์ และมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จึงเป็นกลุ่มที่ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือในมิติที่มากกว่าการให้เงินอุดหนุน
"เราได้ข้อมูลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากผู้ได้รับสิทธิ 9 ล้านคน พบว่าเกินกว่า 50% หรือกว่า 5 ล้านคน เป็นวัยแรงงานอายุ 20-60 ปี สิ่งต่อไปคือการนำข้อมูลนี้ไปช่วยพัฒนาทักษะแรงงาน ให้เขามีรายได้ ไม่ใช่เป็นคนจนตลอดไป"
เปลี่ยนจาก "สงเคราะห์" สู่ "สร้างโอกาส"
นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวคิดของรัฐบาลในระยะต่อไป คือการใช้ฐานข้อมูลจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเชื่อมโยงกับมาตรการพัฒนาทักษะแรงงาน การฝึกอาชีพ และการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
การช่วยเหลือจะไม่จำกัดอยู่เพียงการลดภาระค่าครองชีพผ่านสวัสดิการรายเดือน แต่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้มีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
"เมื่อผ่านวิกฤตนี้ไป เราจะสามารถวางระบบการช่วยเหลือที่ดีขึ้น ช่วยให้ประชาชนมีรายได้ มีทักษะ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว
5 ปี ใช้งบหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมกว่า 1 ล้านล้าน
นายเอกนิติ กล่าวว่า งบประมาณของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบาย เพราะที่ผ่านมาใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท และตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณรวมเกือบ 1 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณจำนวนมากจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อสามารถคัดกรองผู้มีสิทธิได้อย่างถูกต้อง
"สิ่งสำคัญไม่ใช่ใช้งบมากขึ้น แต่คือช่วยคนให้ตรงเป้า ช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลย และช่วยให้เขาสามารถสร้างรายได้ของตัวเองได้ในอนาคต" นายเอกนิติ กล่าว
รับข้อมูลไม่อัพเดท ทำประชาชนหลุดสิทธิ
นายเอกนิติ กล่าวว่า การทบทวนสิทธิครั้งนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดสำคัญของระบบข้อมูลภาครัฐ โดยปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากหลักเกณฑ์การพิจารณา แต่เกิดจากฐานข้อมูลของหลายหน่วยงานที่ยังไม่เป็นปัจจุบัน
เนื่องจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้มีการทบทวนผู้ได้รับสิทธิมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ส่งผลให้ข้อมูลของประชาชนจำนวนมากเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันต่อข้อเท็จจริง
ผลจากการคัดกรองครั้งล่าสุดทำให้มีผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านคน ขณะเดียวกันก็พบประชาชนอีกจำนวนมากที่ควรได้รับสิทธิ แต่ถูกตัดสิทธิจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
เร่งคืนสิทธิผู้ถูกสวมชื่อเป็นกรรมการบริษัท
หนึ่งในปัญหาที่กระทรวงการคลังพบจากการคัดกรอง คือประชาชนจำนวนมากถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม ส่งผลให้ระบบประเมินว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและไม่ผ่านเกณฑ์รับสวัสดิการ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว ผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทควรมีรายได้หรือฐานะทางการเงินที่ดี แต่ข้อเท็จจริงพบว่ามีชาวบ้านหลายแสนรายถูกหลอกนำชื่อไปจดทะเบียนนิติบุคคลโดยไม่รู้ตัว
"เมื่อเห็นข้อเท็จจริง เราต้องคืนสิทธิให้กับประชาชนกลุ่มนี้ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทจริง แต่ตกเป็นเหยื่อของการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิชอบ"
พร้อมปรับเกณฑ์ใหม่ 'รถเก่า-การศึกษานอกระบบ'
สำหรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความถูกต้องของฐานข้อมูลภาครัฐ ลดปัญหาการคัดกรองผิดพลาด และทำให้การช่วยเหลือประชาชนมีความแม่นยำมากขึ้น
นอกจากการปรับเกณฑ์เรื่องกรรมการบริษัทแล้ว กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างปรับปรุงเงื่อนไขในหลายด้าน เช่น กรณีรถยนต์และรถจักรยานยนต์เก่า ผู้เรียนการศึกษานอกระบบ วิสาหกิจชุมชน และบัญชีหลักทรัพย์ เพื่อให้การพิจารณาสิทธิสะท้อนข้อเท็จจริงของประชาชนมากที่สุด
นายเอกนิติ ย้ำว่า หากภาครัฐยังปล่อยให้ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่เป็นปัจจุบัน ปัญหาการนำชื่อประชาชนไปแอบอ้าง การสวมสิทธิ และความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกบาทของงบประมาณภาครัฐเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง และเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ในระยะยาว







