
ปลดล็อกเกณฑ์ 'รถเก่า-นักเรียน' คืนสิทธิ์บัตรคนจน เปิดอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย.
รัฐจ่อปลดล็อกเกณฑ์ ‘รถเก่า-นักเรียนนอกระบบ’ คืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืดอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย. ตั้งเป้าคืนสิทธิ 1 ต.ค.นี้
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยปลดล็อกเงื่อนไขการถือครองรถยนต์เก่าและสถานะนักเรียน/นักศึกษาที่ทำให้คนจนจำนวนมากไม่ผ่านคุณสมบัติ
- เสนอให้ยกเว้นการนับรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ออกจากเกณฑ์การพิจารณาเพื่อคืนสิทธิให้ผู้ที่เดือดร้อนจริง
- จะไม่ใช้สถานะนักเรียน/นักศึกษานอกระบบ (สกร./กศน.) เป็นเหตุผลเดียวในการตัดสิทธิ์ แต่จะพิจารณารายได้และฐานะทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
- ขยายเวลาให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิได้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยตั้งเป้าคืนสิทธิให้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาภายใน 1 ตุลาคม 2569
รัฐบาลเตรียมปรับหลักเกณฑ์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ หลังพบประชาชนจำนวนมากไม่ผ่านการคัดกรองจากข้อมูลการถือครองรถยนต์และสถานะการศึกษา แม้มีฐานะยากจนตามข้อเท็จจริง โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลดล็อกเงื่อนไขรถยนต์เก่า รถจักรยานยนต์เก่า และนักเรียนนักศึกษานอกระบบ พร้อมขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และตั้งเป้าคืนสิทธิให้ผู้ผ่านการทบทวนภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลักเกณฑ์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐมีเป้าหมายคัดกรองผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมากที่สุด แต่จากการดำเนินงานพบข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะข้อมูลการถือครองยานพาหนะที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ส่งผลให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติได้รับสวัสดิการจำนวนหนึ่งไม่ผ่านการพิจารณา
กระทรวงคมนาคมจึงได้เสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงเงื่อนไขให้สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนมากขึ้น
ปลดล็อกเกณฑ์ "รถเก่า" แก้ปัญหาหลุดสิทธิ
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ได้รับสิทธิโครงการสวัสดิการแห่งรัฐต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ยกเว้น 4 กรณี ได้แก่ รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี รถสามล้อ รถยนต์รับจ้างสาธารณะ 4 ล้อ และรถยนต์เพื่อการเกษตร โดยสามารถถือครองได้ไม่เกิน 1 คัน
อย่างไรก็ตาม จากการรับเรื่องร้องเรียน พบว่าประชาชนจำนวนมากยังมีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์ที่หมดสภาพการใช้งาน รถเก่าที่ไม่ได้จำหน่ายออกจากทะเบียน รถสูญหาย รถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงกรณีถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์จดทะเบียนรถ ทำให้ข้อมูลทะเบียนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นเหตุให้ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง
กระทรวงคมนาคมจึงเสนอให้ปรับหลักเกณฑ์ โดยยกเว้นการนับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี เป็นเหตุแห่งการตัดสิทธิ รวมทั้งผ่อนปรนกรณีรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ที่ยังอยู่ระหว่างผ่อนชำระ แม้จะมีมากกว่า 1 คัน ก็ไม่ถือว่าขัดต่อหลักเกณฑ์
"หลักเกณฑ์มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนที่สุด แต่เมื่อพบข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงคมนาคมก็ต้องเร่งแก้ไขและอำนวยความสะดวกให้มากที่สุด" นายสิริพงศ์ กล่าว
เปิดอุทธรณ์ทุกกรณีปัญหารถ
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จากข้อมูลการถือครองรถยนต์ กรมการขนส่งทางบกจะร่วมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจัดทำข้อมูลประกอบการอุทธรณ์
ประชาชนที่มีรถสิ้นสภาพ รถจอดทิ้งไม่ได้ใช้งาน รถขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หรือถูกสวมสิทธิ์นำชื่อไปจดทะเบียนรถ สามารถติดต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดเพื่อบันทึกข้อเท็จจริง โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งให้กระทรวงการคลังใช้ประกอบการพิจารณาทบทวนสิทธิ
กระทรวงคมนาคมยังได้จัดทำแบบฟอร์มร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในทุกพื้นที่
ไม่ต้องลาออกจาก สกร.-กศน.
นายสิริพงศ์ กล่าวถึงกรณีนักเรียน นักศึกษานอกระบบ ทั้ง สกร. กศน. และอาชีวศึกษานอกระบบ ที่เกิดกระแสลาออกจากการเรียนเพราะกังวลว่าจะไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐว่า รัฐบาลรับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว
เบื้องต้นเห็นว่า การศึกษานอกระบบเป็นการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ จึงไม่ควรใช้สถานะการศึกษาเป็นเหตุเพียงอย่างเดียวในการตัดสิทธิผู้มีรายได้น้อย
กระทรวงการคลังจึงเตรียมปรับหลักเกณฑ์ โดยจะพิจารณารายได้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และองค์ประกอบอื่นประกอบกัน พร้อมย้ำว่านักเรียนนักศึกษาไม่จำเป็นต้องลาออกจากระบบการศึกษา เพราะจะไม่ได้ถูกตัดสิทธิจากเหตุนี้เพียงอย่างเดียว
ยอดอุทธรณ์ทะลุ 2.9 ล้านราย รถติดเกณฑ์สูงสุด 40%
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย โดยกว่า 40% เป็นปัญหาเกี่ยวกับการถือครองรถยนต์
จากการตรวจสอบพบว่าหลายกรณีเป็นการขายรถแบบ "โอนลอย" ทำให้ข้อมูลในทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกยังคงปรากฏชื่อเจ้าของเดิม ส่งผลให้ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติในรอบแรก
กระทรวงการคลังจึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อกำหนดรายละเอียดการใช้หลักฐานประกอบการอุทธรณ์ เช่น สัญญาซื้อขาย หรือเอกสารยืนยันการโอนลอย เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม
พร้อมกันนี้ จะขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และเร่งเสนอ ครม. เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการทบทวนได้รับสิทธิภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ใช้ Dynamic Data จับบริษัทแอบอ้างชื่อลูกจ้าง
นายวินิจ กล่าวว่า การตรวจสอบคุณสมบัติด้านรายได้ในปีนี้ กระทรวงการคลังนำข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Dynamic Data) มาใช้ตรวจสอบ ทำให้พบความผิดปกติหลายกรณี
ประชาชนบางรายแจ้งว่าไม่เคยทำงานหรือรู้จักกับบริษัทที่ปรากฏข้อมูลว่าจ่ายเงินเดือนให้ ซึ่งเข้าข่ายการนำชื่อบุคคลไปแอบอ้างเป็นลูกจ้าง เพื่อประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงภาษี
กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะดำเนินการควบคู่กันทั้งการตรวจสอบเอาผิดผู้ประกอบการที่ทุจริต และเร่งคืนสิทธิสวัสดิการให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว
เร่งยืนยันตัวตนกลุ่มเปราะบาง 2.3 ล้านราย
สำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ รัฐบาลได้เร่งเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่ไม่เคยได้รับสิทธิมาก่อนจำนวน 2.3 ล้านรายโดยขณะนี้มีการยืนยันตัวตน (KYC) แล้วประมาณ 841,000 ราย
กรมการปกครองจะลงพื้นที่ติดตามประชาชนที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตน เพื่อประเมินสภาพความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง แม้ยังไม่ได้เข้ามาดำเนินการด้วยตนเอง
ใช้ "ไทยช่วยไทยพลัส 60-40" ดูแลต่อ
นายวินิจ กล่าวว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมมีจำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย โดยมีผู้กลับมาลงทะเบียนใหม่ 12.7 ล้านราย ส่วนที่เหลือส่วนหนึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนไม่มาลงทะเบียนอีก
อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์หรืออยู่ในช่วงรอยต่อก่อนประกาศผล กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. ปรับกรอบงบประมาณของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60-40" เพื่อขยายการช่วยเหลืออีก 2 เดือน ครอบคลุมประชาชนประมาณ 6 ล้านราย จนกว่ากระบวนการพิจารณาสิทธิใหม่จะแล้วเสร็จและเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
มหาดไทยตั้ง One Stop Service รับอุทธรณ์ทั่วประเทศ
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การตรวจสอบสิทธิ รวมถึงสิทธิสวัสดิการด้านค่าน้ำประปา และขั้นตอนการยื่นขอทบทวนสิทธิ
ผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง โดยได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานสนับสนุนโครงการของรัฐแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน
พร้อมกันนี้ ยังใช้กลไก "อำเภอพึ่งได้" ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนถึงชุมชน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวและเสียงตามสาย เพื่อให้ประชาชนรับทราบกำหนดการและขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์อย่างทั่วถึง







