
ธนารักษ์ลุยประมูลที่ราชพัสดุ ดันรายได้รัฐเกิน 1.4 หมื่นล้าน
กรมธนารักษ์ตั้งเป้านำส่งรายได้รัฐเกิน 14,000 ล้านบาท ลุยประมูลที่ราชพัสดุทำเลทอง พร้อมเร่งเดินหน้า 3 เมกะโปรเจกต์ ก่อนเกษียณอธิบดี
KEY
POINTS
- กรมธนารักษ์ตั้งเป้าหมายนำส่งรายได้เข้ารัฐในปีงบประมาณ 2569 ให้เกิน 14,000 ล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกจัดเก็บได้แล้ว 11,600 ล้านบาท
- เร่งเปิดประมูลที่ราชพัสดุในทำเลศักยภาพสูงหลายแปลง เช่น ที่ดินโรงพยาบาลยาสูบเก่า ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอาคารพาณิชย์ย่านทรงวาด
- ผลักดัน 3 โครงการขนาดใหญ่ที่ค้างคาให้มีความคืบหน้า ได้แก่ หมอชิตคอมเพล็กซ์, Senior Complex รามาธิบดี และโครงการท่อส่งน้ำ EEC เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว
กรมธนารักษ์เร่งเครื่องช่วงโค้งสุดท้ายปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้านำส่งรายได้เข้ารัฐทะลุ 14,000 ล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกจัดเก็บแล้ว 11,600 ล้านบาท พร้อมเปิดประมูลที่ราชพัสดุทำเลทองหลายแปลง และเร่งปลดล็อก 3 เมกะโปรเจกต์ ได้แก่ หมอชิตคอมเพล็กซ์, Senior Complex รามาธิบดี และโครงการท่อส่งน้ำ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เห็นความคืบหน้าก่อนอธิบดีเกษียณอายุราชการ
ลุยประมูลที่ราชพัสดุ ดัน 3 เมกะโปรเจกต์
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กรมจัดเก็บรายได้แล้ว 11,600 ล้านบาท จากเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 11,900 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากการบริหารที่ราชพัสดุ 11,500 ล้านบาท และรายได้จากการผลิตเหรียญกษาปณ์ 400 ล้านบาท
“แม้เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนของปีงบประมาณ แต่กรมยังมั่นใจว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มจนมียอดนำส่งรัฐไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท จากการเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพย์สินของรัฐและการนำที่ราชพัสดุศักยภาพสูงออกพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง”
แผนสำคัญในช่วงที่เหลือของปีคือ การเร่งเปิดประมูลที่ราชพัสดุในทำเลศักยภาพหลายแห่ง เริ่มจากที่ดินโรงพยาบาลยาสูบเก่า เนื้อที่กว่า 5 ไร่ มูลค่าประมาณ 1,200-1,300 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก่อนเปิดประมูลสิทธิการเช่า 30 ปี
ถัดมาเป็นที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้ร้านกินลมชมสะพาน เนื้อที่ 2 ไร่ มูลค่า 151 ล้านบาท กำหนดค่าแรกเข้า 45-60 ล้านบาท เตรียมเปิดประมูลในเดือนสิงหาคมนี้
นอกจากนี้ ยังทยอยนำอาคารพาณิชย์ในทำเลย่านเศรษฐกิจ เช่น ย่านทรงวาด ออกประมูลอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่า ความต้องการของภาคเอกชนยังอยู่ในระดับสูง ล่าสุดมีผู้ชนะการประมูลสิทธิการเช่าอาคารในราคาสูงถึง 3 ล้านบาท สำหรับสัญญาเช่าเพียง 3 ปี
นอกจากนั้น ยังเตรียมนำทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาสร้างมูลค่าเพิ่มเติม ทั้งเกาะเปลว ใกล้เกาะลันตาใหญ่ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และที่ดินบนเกาะซีเหร่ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ซึ่งจะทยอยเปิดขายและให้เช่าตามความเหมาะสม
อีกด้านหนึ่ง กรมยังเดินหน้าขอคืนที่ราชพัสดุจากหน่วยงานของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อนำมาต่อยอดสร้างรายได้ อาทิ ศูนย์ประชุมเชียงใหม่ ซึ่งจะเปิดให้เอกชนเข้ามาบริหารหลังการปรับปรุงแล้วเสร็จในเดือนกันยายน รวมถึงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงใหญ่ร่วมกับการไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการพลังงานสะอาดในอนาคต
“ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Value Creation ที่มุ่งเพิ่มผลตอบแทนจากทรัพย์สินของรัฐ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ประเทศและเสริมความแข็งแกร่งฐานะการคลัง จึงมั่นใจว่าปีงบประมาณนี้กรมจะสามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐได้มากกว่า 14,000 ล้านบาท”
เร่งปิดจ็อบ 3 เมกะโปรเจกต์ก่อนเกษียณ
นอกจากการเร่งหารายได้แล้ว นายอัครุตม์ยังตั้งเป้าผลักดัน 3 โครงการขนาดใหญ่ที่ค้างมานานให้เกิดความชัดเจนภายใน 1 ปี เพื่อปลดล็อกการลงทุนและสร้างรายได้ให้ภาครัฐในระยะยาว
โครงการแรกคือ หมอชิตคอมเพล็กซ์ ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ล่าสุดมีความคืบหน้าหลังบริษัท Bangkok Terminal (BKT) เตรียมเดินหน้าลงทุนต่อ คาดว่า จะสรุปแบบโครงการได้ก่อนเดือนกันยายนนี้ โดยกรมธนารักษ์จะได้รับเงินรวม 1,250 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าแรกเข้า (Upfront Fee) กว่า 400 ล้านบาท และเงินชดเชยค่าก่อสร้างฐานรากที่กรมเคยสำรองจ่ายให้ BTS อีกประมาณ 800 ล้านบาท
โครงการจะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส พื้นที่ใช้สอยประมาณ 700,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยโรงแรม ศูนย์การค้า และที่พักอาศัย พร้อมพื้นที่สำหรับสถานีขนส่งผู้โดยสารของ บขส. โดยให้สิทธิการเช่า 30 ปี และต่ออายุได้อีก 10 ปี จำนวน 2 ครั้ง รวมระยะเวลา 50 ปี
โครงการที่สอง คือ Senior Complex บนพื้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งต้องปรับแผนใหม่หลังผู้รับเหมารายเดิมยุติการก่อสร้าง โดยจะลดขนาดโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพของโรงพยาบาล จากเดิมรองรับ 1,500 เตียง เหลือเฟสแรก 500 เตียง พร้อมลดจำนวนอาคารพักอาศัย และอาจปรับอายุผู้เข้าพักจาก 55 ปี เหลือ 50 ปี เพื่อขยายฐานผู้ใช้บริการ
ส่วนโครงการสุดท้าย คือ โครงการท่อส่งน้ำสายอีอีซี ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจายุติข้อพิพาทกับผู้รับสัญญา โดยกรมยืนยันว่าการส่งมอบตามสัญญาเป็นการส่งมอบระบบ ไม่ใช่การส่งมอบพื้นที่ พร้อมหารือปรับรูปแบบแบ่งผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับยอดจำหน่ายน้ำจริงที่ต่ำกว่าประมาณการเดิม แม้ผู้รับสัญญาจะยังต้องชำระค่าแรกเข้าและค่าเช่าตามเงื่อนไขสัญญาเช่นเดิม
“ทั้ง 3 โครงการถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐ ลดปัญหาโครงการที่ยืดเยื้อ และสร้างรายได้กลับคืนสู่ภาครัฐในระยะยาว”
จ่อรื้อค่าเช่าที่ราชพัสดุ “เกษตร-ที่อยู่อาศัย”
กรมยังเตรียมทบทวนอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเกษตรและที่อยู่อาศัย ซึ่งใช้อัตราเดิมมาเป็นเวลานาน โดยพื้นที่เกษตรกรรมเก็บค่าเช่าเฉลี่ยเพียง 200 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง เช่น ชุมชนริมคลองแม่ข่า จัดเก็บเพียง 2.20 บาทต่อตารางวาต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อปี ส่วนอัตราขั้นต่ำทั่วไปอยู่ที่ 25 สตางค์ต่อตารางวาต่อเดือน
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,218 วันที่ 16 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







