
ธนารักษ์เปิดตลาดซื้อขายเหรียญออนไลน์ ประเดิมประมูล ‘เหรียญ 10 ปี 2533’
ธนารักษ์เปิด Coin Market Platform ปลุกตลาดนักสะสม ประเดิมประมูล ‘เหรียญ 10 ปี 2533’ ราคาแตะล้าน 19 ส.ค.นี้ เร่งปรับแผนผลิตเหรียญ รับสังคมไร้เงินสด
KEY
POINTS
- กรมธนารักษ์เตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ "Coin Market Platform" ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นตลาดกลางซื้อขายเหรียญสำหรับนักสะสม
- ประเดิมการเปิดตัวด้วยการนำ "เหรียญ 10 บาท ปี พ.ศ. 2533" ซึ่งเป็นเหรียญหายาก ออกมาประมูลออนไลน์เป็นครั้งแรก
- เหรียญ 10 บาท ปี 2533 ที่นำมาประมูลเป็น 1 ใน 100 เหรียญที่ผลิตขึ้นเป็นต้นแบบ โดยมีมูลค่าในตลาดนักสะสมสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาท
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2569 กรมธนารักษ์จะเปิดตัวเว็บไซต์ Coin Market Platform อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นตลาดกลางสำหรับนักสะสมเหรียญกษาปณ์และส่งเสริมการซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญสะสมอย่างเป็นระบบ โดยจะได้รับเกียรติจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิด
ไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวเว็บไซต์ครั้งนี้ คือ การนำ เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท ปี พ.ศ.2533ออกประมูลผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นเหรียญหายากระดับตำนานของวงการนักสะสม ปัจจุบันมีราคาซื้อขายในตลาดสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาทต่อเหรียญ
เหรียญระดับตำนาน ผลิตเพียง 100 เหรียญ
นายอัครุตม์ กล่าวว่า เหรียญ 10 บาท ปี 2533 เป็นเหรียญต้นแบบของการผลิตเหรียญกษาปณ์โลหะสองสีของประเทศไทย โดยแกนกลางผลิตจากทองแดงและวงแหวนด้านนอกเป็นทองเหลือง ผลิตขึ้นเพียง 100 เหรียญ เพื่อใช้เป็นเหรียญตัวอย่างสำหรับแจกจ่ายในช่วงเริ่มต้นการผลิต
"จากจำนวนดังกล่าว มีเพียง 50 เหรียญ ที่ถูกปล่อยออกสู่ตลาดนักสะสม ส่วนอีก 50 เหรียญ ยังคงเก็บรักษาไว้ภายในกรมธนารักษ์"
สำหรับการประมูลครั้งนี้ กรมธนารักษ์จะนำเหรียญที่เก็บรักษาไว้ออกมาประมูลเพียง 1 เหรียญ เท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสมได้ครอบครองเหรียญหายาก พร้อมทั้งเป็นการสร้างตลาดรองสำหรับการซื้อขายเหรียญสะสมให้มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
เตือนระวังเหรียญปลอม หลอกขายราคาหลักล้าน
อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า จากมูลค่าของเหรียญที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้พบการปลอมแปลงในตลาด โดยวิธีที่พบมากที่สุดคือการนำ เหรียญ 10 บาท ปี พ.ศ.2537 มาดัดแปลง ด้วยการแต่งตัวเลข "7" ให้มีลักษณะคล้ายเลข "3" ก่อนนำไปหลอกจำหน่ายในฐานะเหรียญปี 2533
"ขอให้นักสะสมตรวจสอบที่มาของเหรียญอย่างละเอียด รวมถึงซื้อขายผ่านแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง"
รับสังคมไร้เงินสด เร่งปรับแผนผลิตเหรียญ
สำหรับปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ Cashless Society มากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินสดและเหรียญกษาปณ์มีแนวโน้มลดลง กรมธนารักษ์จึงได้มอบหมายให้โรงกษาปณ์ศึกษาการปรับแผนการผลิตเหรียญให้เหมาะสมกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เหรียญกษาปณ์ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ เหรียญ 10 บาท และ เหรียญ 1 บาท ซึ่งยังจำเป็นสำหรับการใช้ทอนเงินในภาคค้าปลีก
ปัจจุบันกรมธนารักษ์ผลิตเหรียญ 10 บาทเฉลี่ยปีละ 200-270 ล้านเหรียญ ขณะที่เหรียญชนิดอื่นจะพิจารณาปริมาณการผลิตตามจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ
จับตาเหรียญหายจากระบบ ไหลเข้าตู้หยอด
อีกประเด็นที่กรมธนารักษ์ให้ความสำคัญ คือ การที่เหรียญกษาปณ์จำนวนมากไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ
สำหรับ เหรียญ 10 บาท พบว่ามีอัตราการไหลกลับต่ำกว่าที่ควร โดยสันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งถูกกักอยู่ในระบบของตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและตู้หยอดเหรียญของภาคเอกชน ทำให้เหรียญไม่กลับเข้าสู่ระบบการเงิน
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าเหรียญ 10 บาทบางส่วนถูกนำออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เหรียญจำนวนดังกล่าวไม่หมุนเวียนกลับเข้าประเทศ ขณะที่ เหรียญ 1 บาท ก็ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน โดยมีการนำกลับมาแลกคืนกับกรมธนารักษ์ในปริมาณน้อย
“ปัจจุบัน แหล่งที่นำเหรียญกลับคืนเข้าสู่ระบบมากที่สุดคือ วัด ซึ่งนำเหรียญที่ได้รับจากการทำบุญและตู้รับบริจาคมาแลกเป็นธนบัตรกับกรมธนารักษ์”
เหรียญ 1 บาทต้นทุนผลิตเริ่มกดดัน
ในด้านการบริหารต้นทุน นายอัครุตม์ กล่าวว่า เหรียญ 10 บาทยังเป็นเหรียญที่สร้างรายได้จากส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิตกับมูลค่าหน้าเหรียญ (Seigniorage) ในระดับที่น่าพอใจ
ส่วนเหรียญ 1 บาท แม้ปัจจุบันยังสามารถผลิตได้จากสต็อกแผ่นโลหะเดิมที่มีต้นทุนต่ำ แต่เมื่อสต็อกดังกล่าวหมดลง กรมฯ อาจต้องพิจารณาใช้วิธีว่าจ้างผลิตจากภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความต้องการใช้ที่ลดลง
ทั้งนี้ กรมธนารักษ์เตรียมปรับทิศทางการดำเนินงานไปสู่การพัฒนา เหรียญที่ระลึกและเหรียญสะสม มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและชดเชยรายได้จากเหรียญหมุนเวียนที่มีแนวโน้มลดลงในยุคสังคมไร้เงินสด โดยคาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้จากการจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ให้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในระยะต่อไป







