thansettakij
thansettakij
ทย. MOU กรมธนารักษ์ ขยายพื้นที่เช่าสูงสุด 30 ปี ดึงเอกชนลงทุน 28 สนามบิน ดันรายได้เพิ่ม

ทย. MOU กรมธนารักษ์ ขยายพื้นที่เช่าสูงสุด 30 ปี ดึงเอกชนลงทุน 28 สนามบิน ดันรายได้เพิ่ม

22 มิ.ย. 69 | 01:46 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 09:35 น.

'ภัทรพงศ์' ผลักดันกรมท่าอากาศยานลงนาม MOU กับกรมธนารักษ์ ยืดขยายพื้นที่เช่าจาก 3 ปี เป็นสูงสุด 30 ปี สร้างโอกาสผู้ประกอบการ ลงทุนในสนามบิน 28 แห่ง นำรายได้เข้ารัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

KEY

POINTS

  • กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และกรมธนารักษ์ลงนาม MOU มอบอำนาจให้ ทย. บริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินภูมิภาค 28 แห่งเพื่อเพิ่มรายได้
  • ขยายระยะเวลาสัญญาเช่าเพื่อดึงดูดการลงทุนจากเอกชน โดยพื้นที่ภายนอกอาคารสามารถให้เช่าได้นานสูงสุด 30 ปี จากเดิมไม่เกิน 3 ปี
  • ทย. มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่ากับเอกชนได้โดยตรงสำหรับโครงการที่มีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็ว

วันนี้(วันที่ 22 มิถุนายน 2569) เวลา 13.00 น. นี้ กรมท่าอากาศยาน หรือ ทย.กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จะร่วมกันลงนามในบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การมอบอำนาจให้ ทย. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค ณ กระทรวงคมนาคม 

พิธีลงนาม MOU หว่างกรมธนารักษ์ กับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) อำนาจบริหารที่ราชพัสดุสนามบินภูมิภาค

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี 

ทย. MOU กรมธนารักษ์ ขยายพื้นที่เช่าสูงสุด 30 ปี ดึงเอกชนลงทุน 28 สนามบิน ดันรายได้เพิ่ม

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) ระหว่าง กรมท่าอากาศยาน กับ กรมธนารักษ์ เรื่อง การมอบอำนาจให้ ทย. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค 

ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

โดยเป็นไปตามนโยบายการขับเคลื่อนและเพิ่มรายได้ให้กับท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่ากระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการผลักดันให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)

โดยตนได้เร่งรัดให้ ทย. ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มรายได้เข้าสู่รัฐ ทั้งรายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) และรายได้จากกิจการอื่น (Non-Aero Revenue) อย่างต่อเนื่อง 

ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและ ทย. ได้หารือร่วมกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอศักยภาพของท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ดึงดูดให้เปิดเส้นทางบินใหม่ เส้นทางข้ามภูมิภาค รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้สนามบินภูมิภาคเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทาง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

เปิดสาระสำคัญ MOU ช่วยดึงเอกชนเช่าพื้นที่สนามบินเพิ่ม

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเพิ่มรายได้จากกิจการอื่น และการบริหารพื้นที่เช่าภายในท่าอากาศยาน ที่ผ่านมาพบว่าอุปสรรคสำคัญ คือ ขั้นตอนการดำเนินงานที่ต้องอนุมัติข้ามกระทรวง ทำให้ดึงผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้ามาได้ช้า จึงได้สั่งการให้ ทย. ร่วมหารือกับกรมธนารักษ์เพื่อหาทางออกร่วมกัน จนเกิดกรอบความร่วมมือที่จะช่วยลดขั้นตอนของระบบราชการ ทำให้ ทย. สามารถบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ 

โดยกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) ระหว่าง กรมท่าอากาศยาน กับ กรมธนารักษ์ เรื่อง การมอบอำนาจให้ ทย. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค 

สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ จะเป็นการมอบอำนาจให้ ทย. มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการที่มีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 500 ล้านบาท  มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในท่าอากาศยานเป็น ไม่เกิน 10 ปี และพื้นที่ภายนอกท่าอากาศยาน ไม่เกิน 20 และ 30 ปี ตามขนาดพื้นที่เช่า 

รวมถึงให้ ทย. มีอำนาจดำเนินคดีในกรณีที่เอกชนทำผิดสัญญา ซึ่งการลดขั้นตอนของระบบราชการนี้ ทำให้ ทย. สามารถจัดหาร้านค้า การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอีกด้วย

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการงานรัฐ ขยายกรอบเวลาให้มีความยืดหยุ่น ลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ที่จะได้รับการบริการที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสนามบินภูมิภาคในสังกัดกรมท่าอากาศยานจะสามารถดึงแบรนด์สินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เข้ามาให้บริการได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ชุมชนมีพื้นที่หมุนเวียนสำหรับสินค้าวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัด ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นการแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้โดยสารจะได้สินค้าและบริการคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล และเพิ่มทางเลือก รวมถึงโอกาสในการรองรับการเดินทางทางอากาศในธุรกิจใหม่อย่างการให้บริการเครื่องบินน้ำ (Seaplane)ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังกล่าวถึง การมอบอำนาจครั้งนี้ว่าสะท้อนถึงแนวทางใหม่ในการบริหารทรัพย์สินของรัฐ ทำให้ ทย. มีความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และยกระดับบริการสนามบินภูมิภาค รองรับการเติบโตของการเดินทางและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นไปตามเป้าหมายในการผลักดัน ให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)

ทย. MOU กรมธนารักษ์ ขยายพื้นที่เช่าสูงสุด 30 ปี ดึงเอกชนลงทุน 28 สนามบิน ดันรายได้เพิ่ม

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน หรือ ทย. ระบุว่า การมอบอำนาจครั้งนี้ ซึ่งกรอบอำนาจใหม่ของ กรมท่าอากาศยานลงนามสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในอาคารเช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้านค้าปลอดภาษีสูงสุด 15 ปี) พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 20 ปี และเกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 30 ปี

ทั้งยังมีอำนาจบริหารสัญญาและดำเนินคดีได้ทั้งคดีแพ่ง อาญา และปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และเน้นว่า กรมท่าอากาศยาน จะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น การเพิ่มร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ รวมถึงการจัดพื้นที่หมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สนามบินเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการสร้างรายได้ในจังหวัดต่อไป

ด้านนายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเสริมว่า กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุมีภารกิจสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน  โดยมียุทธศาสตร์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน  ผ่านกลยุทธ์ VALUE เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้  ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการตามกลยุทธ์ VALUE ของกรมธนารักษ์ และเป็นการปรับกลไกการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานในปัจจุบัน โดยการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายที่ราชพัสดุ หลักธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์

ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน

โดยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคม และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมกันผลักดันความร่วมมือครั้งนี้ให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป