
ธนารักษ์ดีเดย์ 19 เม.ย. เปิดยื่นซองประมูลที่ราชพัสดุ 4 แปลงเด่น
กรมธนารักษ์ปลดล็อกที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ 1.13 ล้านไร่ เตรียมถกปรับฐานค่าเช่าใหม่หลังสงกรานต์ ให้สอดรับต้นทุนพลังงาน-ภาวะเศรษฐกิจ ดีเดย์ 19 เม.ย. เปิดประมูลที่ดินทำเลทอง 4 แปลงรวด ทั้งริมน้ำติดไอคอนสยามและย่านฮิป “ทรงวาด”
ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ หน่วยงานด้านทรัพย์สินของรัฐอย่าง “กรมธนารักษ์” ภายใต้กระทรวงการคลัง กำลังเร่งปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ และสร้างรายได้เข้ารัฐในระยะยาว
ปัจจุบันกรมธนารักษ์ดูแลที่ราชพัสดุรวมกว่า 12 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่เพื่อความมั่นคงประมาณ 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการอีกกว่า 10 ล้านไร่ แต่ถูกใช้ประโยชน์ในราชการถึง 9.6 ล้านไร่ จึงเหลือพื้นที่่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์เพียงราว 1.13 ล้านไร่ ไม่ถึง 10% ของพื้นที่ทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญในช่วงเวลาที่ภาครัฐต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการคลัง โดยเฉพาะในบริบทที่รายจ่ายภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นตามภาระการดูแลเศรษฐกิจและสังคม
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์เปิดเผยว่า ภายหลังเทศกาลสงกรานต์ กรมเตรียมจัดประชุมเพื่อทบทวนอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุ รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เงื่อนไขต่างๆ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาใช้ประโยชน์พื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ว่างที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา
การปรับเงื่อนไขดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้การเปิดประมูลที่ราชพัสดุในรอบถัดไปมีความน่าสนใจมากขึ้น หลังจากผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้กรมได้เปิดจำหน่ายที่ราชพัสดุจำนวน 43 แปลง แต่สามารถขายได้เพียง 4 แปลง สร้างรายได้ราว 4-5 ล้านบาทเท่านั้น
สะท้อนว่า ราคาและเงื่อนไขอาจยังไม่ตอบโจทย์ภาวะตลาดและความต้องการของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน กรมธนารักษ์ยังคงเดินหน้าเปิดประมูลที่ราชพัสดุในทำเลศักยภาพสูง โดยล่าสุดได้เปิด 4 แปลงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้ยื่นซื้อซองเอกสารเฉลี่ย 4-6 รายต่อแปลง
- แปลงแรกเป็นที่ดินเปล่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ขนาดกว่า 4 ไร่ ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์การค้า ICONSIAM และโครงข่ายคมนาคมสำคัญ ทั้งรถไฟฟ้าและท่าเรือโดยสาร เหมาะสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยว โดยมีผู้สนใจมากกว่า 6 ราย
- แปลงที่สอง “บ้านพายัพ” ในเขตพระนคร เป็นอาคารราชพัสดุในพื้นที่เมืองเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหมาะสำหรับการพัฒนาในรูปแบบที่ผสานการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือพื้นที่สร้างสรรค์ มีเอกชนสนใจยื่นซองกว่า 5 ราย
- แปลงที่สาม เป็นอาคาร 4 ชั้นในย่านวงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมสำคัญ สามารถพัฒนาเป็นสำนักงานหรือธุรกิจบริการได้ โดยมีผู้สนใจราว 5-6 ราย
- แปลงสุดท้ายอยู่ในย่านถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เหมาะสำหรับธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ มีผู้สนใจประมาณ 4-5 ราย
“กรมมีกำหนดเปิดให้เอกชนเข้าดูพื้นที่และยื่นซองประมูลในวันที่ 19 เมษายนนี้ คาดว่าจะมีการแข่งขันในระดับหนึ่งจากผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในทำเลศักยภาพ”
นอกจากนี้ กรมยังมีแผนเตรียมเปิดประมูลที่ราชพัสดุแปลงใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ร้านอาหาร “กินลมชมสะพาน” โดยเดิมพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนส่งคืนให้กรมธนารักษ์ เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต ขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจสอบถามข้อมูลแล้ว
ในส่วนของโครงการศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) ที่ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลเรื่องความล่าช้า กรมยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเตรียมหารือเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจนหลังเทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้การเปิดประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุและพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานครครั้งนี้ได้ดำเนินงานผ่านยุทธศาสตร์ “VALUE” เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบโดยเฉพาะด้านที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นกรมธนารักษ์จึงเร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูล ที่ดินต่างๆ
ขณะเดียวกันได้ให้ธนารักษ์พื้นที่เร่งดำเนินการต่อสัญญาต่าง ๆ ให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากสัญญาจะมี การต่อทุก 3 ปี ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ได้เริ่มมีการเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญแล้ว
การปรับยุทธศาสตร์บริหารที่ราชพัสดุในครั้งนี้ สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมพัฒนา ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยหากสามารถออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่เหมาะสมได้ ก็มีโอกาสที่ทรัพย์สินของรัฐจะถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่ม และกลายเป็นกลไกสำคัญในการเสริมรายได้ของประเทศในระยะยาว
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,193 วันที่ 19 - 22 เมษายน พ.ศ. 2569







