
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่
ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเวที IMF Economic Review Conference ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ย้ำความร่วมมือระหว่างประเทศยังจำเป็น
KEY
POINTS
- ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
- ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์และนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยยังคงต้องอาศัยความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ
- การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตและสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
- งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถทำความเข้าใจและรับมือกับความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเวที IMF Economic Review Conference ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ย้ำประเทศกำลังพัฒนาต้องเดินหน้าความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมระบุงานวิจัยเศรษฐศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายรับมือโลกยุคใหม่
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดการประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” หรือ “อำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุมว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ หลังจากหลายทศวรรษที่เศรษฐกิจโลกเติบโตบนพื้นฐานของการค้าเสรี การเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน การผลิต และระดับเงินเฟ้อ ก่อนจะส่งผ่านไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้ายที่สุด
นโยบายเศรษฐกิจต้องรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ในช่วงที่ดุลอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างตลาดโลกกำลังถูกปรับรูปแบบใหม่ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทใหม่
สำหรับระยะสั้น นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากแรงกระแทกภายนอก โดยแม้ว่าหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จะยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายจากการที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบที่เหมาะสม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง
ขณะที่ในระยะยาว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องพึ่งพาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้โลกจะเผชิญภาวะการแบ่งขั้วและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ชูบทบาทงานวิจัยเศรษฐศาสตร์หนุนการกำหนดนโยบาย
นายวิทัยกล่าวว่า ท่ามกลางความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นและมีคุณภาพ เพื่อช่วยทำความเข้าใจข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิด และอธิบายกลไกต่าง ๆ ที่อาจไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลในระยะสั้น
ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ “Road to Thailand” เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2569
ปูทางสู่เวที IMF–World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเด็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหัวข้อหลักของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปีนี้ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย: เสริมพลังประชาชน สร้างความยืดหยุ่น”
โดยประเทศไทยมุ่งหวังให้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระดับโลกเกี่ยวกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเสริมศักยภาพให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







