
ธปท.คุมเข้มเงินสดทั้งระบบ บังคับแจงที่มา เงินฝาก 5 ล้านบาท
ธปท.คุมเข้มเงินสดทั้งระบบ เตรียมบังคับแจงที่มา เงินฝาก-แลกเงิน 5 ล้านบาทขึ้นไป หลังมาตรการคุมถอนเงินสดได้ผล ยอดลดลง 30%
KEY
POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้เกณฑ์ใหม่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ให้ผู้ที่ฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน
- มาตรการนี้เป็นการขยายผลจากการคุมเข้มการถอนเงินสดมูลค่าสูงที่เริ่มใช้เมื่อเดือนเมษายน และจะครอบคลุมถึงการแลกเงินมูลค่าสูงด้วย
- เป้าหมายหลักของการคุมเข้มธุรกรรมเงินสดทั้งระบบ คือเพื่อสกัดกั้นธุรกิจผิดกฎหมาย การคอร์รัปชัน และผลักดันให้เกิดการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้
แบงก์ชาติเดินหน้านโยบายการกำกับดูแลธุรกรรมเงินสดที่มีมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยช่วงเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้บังคับใช้มาตรการให้ผู้ที่จะถอนเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งวัตถุประสงค์การใช้อย่างชัดเจน และเพื่อให้ครอบคุมทั้งระบบ เร็วๆ นี้ ได้เตรียมประกาศใช้มาตรการควบคุมการฝากเงินสดมูลค่าสูงด้วย
ฝากเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งแหล่งที่มา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการจัดระเบียบธุรกรรมเงินสด ว่า ธปท. เตรียมขยายผลมาตรการคุมเข้มเงินสดเพิ่มเติม โดยในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์การ "ฝากเงินสด" มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งผู้ที่นำเงินก้อนใหญ่มาฝากจะต้องระบุและอธิบายให้ได้ว่าเงินดังกล่าวมีแหล่งที่มาอย่างไร
สำหรับมาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการแลกเงินในมูลค่าสูงด้วย เช่น การนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท มูลค่ารวม 5 ล้านบาท มาขอแลกเป็นธนบัตรใบละ 500 บาท ผู้ขอแลกจะต้องแจ้งวัตถุประสงค์และแหล่งที่มาของเงินเช่นกัน โดยธนาคารพาณิชย์จะมีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานธุรกรรมเหล่านี้
มาตรการ "คุมถอนเงินสด" ได้ผล ยอดวูบทันที 30%
ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า มาตรการควบคุมการถอนเงินสดครั้งละ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับในเชิงบวกและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
โดยจากข้อมูลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยอดจำนวนครั้งในการถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลงประมาณ 28% และมูลค่ารวมลดลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม แนวโน้มการใช้เงินสดยังคงลดลงต่อเนื่องอีกประมาณ 25-30%
สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยช่วงหลังการเลือกตั้ง แต่อีกส่วนสำคัญคือมาตรการนี้ได้ผลักดันให้ผู้ที่ทำธุรกรรมปกติหันไปใช้ช่องทางอื่นที่ตรวจสอบได้มากกว่า
คุมเข้มเงินสดทั้งระบบ สกัดคอร์รัปชัน-ธุรกิจสีเทา
ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำว่า ธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการคอร์รัปชันหรือธุรกิจผิดกฎหมายมักจะใช้ "เงินสด" เป็นหลัก เนื่องจากไม่มีร่องรอยให้ติดตาม การเข้มงวดทั้งขาฝาก ขาถอน และขาแลกเงิน จะช่วยลดโอกาสในการทำธุรกิจสีเทาและการทุจริตในระยะยาว ขณะเดียวกัน เจตนารมณ์สำคัญของ ธปท. ในการออกเกณฑ์นี้คือการผลักดันธุรกรรมเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินหรือการใช้แคชเชียร์เช็ค เพื่อให้ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
"ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกอย่างควรจะโอนได้หรือใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นแทนเงินสดได้ มาตรการนี้จะช่วยให้ประเทศดีขึ้น โดยทำให้ธุรกรรมที่น่าสงสัยทำได้ยากขึ้น"
ทั้งนี้ ธปท. ยอมรับว่ามาตรการนี้อาจสร้างภาระให้กับธนาคารพาณิชย์บ้างในเรื่องของระบบการติดตาม (Tracking) เนื่องจากต้องตรวจสอบกรณีการกระจายถอนเงินจากหลายสาขาในชื่อบัญชีเดียวกัน แต่เชื่อมั่นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อความมั่นคงของระบบการเงินประเทศ







