
'สันติธาร' ถอดบทเรียนเวที OECD เตือนโลกอาจเผชิญวิกฤตยืดเยื้อ
'สันติธาร เสถียรไทย' ถอดบทเรียนจากเวที OECD 2026 ชี้โลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต พลังงานแพงอาจยืดเยื้อ ไทยต้องสร้างพันธมิตรใหม่ ใช้เวที IMF-World Bank ดึงโอกาสลงทุนและเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- ดร.สันติธาร เตือนว่าวิกฤตโลกอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านพลังงาน
- OECD แนะให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนเรื่องพลังงานแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย แทนการอุดหนุนราคาแบบครอบคลุมซึ่งไม่ยั่งยืนและสร้างภาระการคลัง
- ในโลกที่คาดเดายาก ความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน
- ไทยควรแสวงหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ๆ กับประเทศขนาดกลางและเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นอกเหนือจากประเทศมหาอำนาจ
“สันติธาร” ถอดรหัสเวที OECD ชี้โลกอาจไม่คลี่คลายเร็วอย่างที่คาด
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระดับรัฐมนตรี ประจำปี 2569 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า แม้หลายประเด็นในการประชุมจะมีการเผยแพร่ผ่านรายงานและเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่ยังมีข้อสังเกตสำคัญจากการหารือกับผู้บริหาร OECD และรัฐมนตรีจากหลายประเทศที่สะท้อนภาพอนาคตเศรษฐกิจโลกได้อย่างน่าสนใจ
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด คือ ความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้
พลังงานแพงอาจอยู่กับโลกนานกว่าที่คิด
ดร.สันติธาร กล่าวว่า ตลาดการเงินและนักลงทุนจำนวนมากยังตั้งสมมติฐานว่า สถานการณ์ตึงเครียดจะเริ่มผ่อนคลายในช่วงปลายไตรมาส 2 หรือไม่เกินไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่ถ้าความตึงเครียดยืดไปถึงไตรมาสสาม หรือยาวกว่านั้น และราคาพลังงานไม่ปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบต่อธุรกิจ การลงทุน การบริโภค และเศรษฐกิจโดยรวมอาจแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
นี่คือสิ่งที่ OECD พยายามเตือนรัฐบาลต่างๆ ว่า อย่ามองแค่ตัวเลขเศรษฐกิจต้นปีที่ดูยังพอไปได้ เพราะตัวเลขในอดีตอาจยังไม่สะท้อนแรงกระแทกที่กำลังเดินทางมาถึง ความเสี่ยงที่วิกฤตจะยืดเยื้อออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การลงทุน การบริโภค และเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
อีกประเด็นที่ OECD ให้ความสำคัญ คือ แนวทางช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง โดยมองว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันหรือการลดภาษีแบบครอบคลุมทุกกลุ่มอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะสร้างภาระการคลังสูงและบิดเบือนกลไกราคา
สิ่งสำคัญคือการออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อาเซียนต้องจับมือกันแน่นขึ้นในโลกที่คาดเดายาก
อีกบทเรียนสำคัญจากการหารือกับผู้แทนระดับรัฐมนตรีของสิงคโปร์และอินโดนีเซีย คือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงเชื่อมโยงกันมากขึ้นจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ในบริบทดังกล่าว ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญมากกว่าที่เคย โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพทั้งด้านตลาด แรงงาน อาหาร พลังงาน และฐานการผลิต ซึ่งสามารถเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกันได้
ดร.สันติธารมองว่า แนวโน้มใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศอาจไม่จำเป็นต้องรอข้อตกลงขนาดใหญ่หรือฉันทามติจากทุกฝ่าย แต่สามารถเริ่มจากกลุ่มประเทศที่มีเป้าหมายร่วมกันและพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงปฏิบัติได้ทันที
ไทยต้องมองหา “เพื่อนใหม่” มากกว่าประเทศมหาอำนาจ
นอกจากความร่วมมือในภูมิภาคแล้ว ดร.สันติธาร ยังสะท้อนมุมมองจากการหารือกับผู้แทนรัฐบาลของ ลิทัวเนีย ซึ่งแม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงานสะอาด และนวัตกรรม
สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เขาไม่ได้มองเอเชียเพียงเป็นตลาดสำหรับค้าขาย แต่กำลังมองหาพันธมิตรทางอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
สำหรับไทย นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ในโลกใหม่ เราไม่ควรมองหาพันธมิตรเฉพาะประเทศใหญ่หรือประเทศที่เราคุ้นเคยเท่านั้น เพราะโลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง กลายเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ไม่แพ้ประเทศมหาอำนาจ
“บางครั้งโอกาสใหม่อาจไม่ได้มาจากประเทศที่เราคุ้นเคย แต่อาจมาจากประเทศเล็กที่มีศักยภาพเฉพาะด้าน และกำลังมองหาพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก” ดร.สันติธารกล่าว
ชี้เวที IMF-World Bank คือโอกาสสำคัญของไทย
ดร.สันติธาร ยังมองว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคมนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่กับภาครัฐ นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศจากทั่วโลก
เวทีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงงานประชุมด้านการเงินระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ไทยสามารถนำเสนอแนวคิดใหม่ สร้างความร่วมมือใหม่ และเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
โลกยังอยู่ใน “Crisis Mode”
ดร.สันติธาร สรุปว่า สิ่งที่สัมผัสได้จากการหารือกับผู้แทนหลายประเทศ คือ หลายฝ่ายยังมองว่าโลกอยู่ในภาวะ “Crisis Mode” และแม้ความขัดแย้งต่าง ๆ จะคลี่คลายในอนาคต โลกก็อาจไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
ดังนั้น โจทย์สำคัญของทุกประเทศในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับวิกฤตเฉพาะหน้า แต่คือการใช้ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้สร้างศักยภาพใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน







