thansettakij
thansettakij
โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

เมื่อคนแค่ 4 ล้านคนเสียภาษี แบกทั้งประเทศ ผู้ประกอบการ 1% กุมรายได้ 65% ของ GDP ไทย แรงงานนอกระบบ 55% เศรษฐกิจนอกระบบ 48% ฉุดไทยสู่มาตรฐาน OECD

KEY

POINTS

  • โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูง โดยมีผู้เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ 1% กลับครองสัดส่วน GDP ถึง 65%
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ (48% ของ GDP) และฐานภาษีที่แคบ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันและการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
  • ทั้งภาครัฐและเอกชนมองว่าการสร้าง "หลักนิติธรรม" (Rule of Law) ที่เข้มแข็ง คือหัวใจในการปฏิรูปประเทศ สร้างความเชื่อมั่น และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

ในงานเวทีเสวนา Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026 : Competitiveness and OECD Readiness เปิดเวทีถกใหญ่อนาคตประเทศไทย โดย 2 ตัวแทนสำคัญจากภาครัฐและเอกชนได้ขึ้นเวทีชี้ทิศทางร่วมกัน ทั้งจาก สศช.และสมาคมธนาคารไทย ที่ชี้ปัญหาและกางโรดแมปการเข้าสู่สมาชิก OECD ภายในปี 2571 ที่ฉายภาพโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหา แต่สะท้อนตรงกันว่า "หลักนิติธรรม" คือรากฐานที่ขาดไม่ได้หากไทยต้องการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและภาคการเงิน ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุง "ซอฟต์แวร์" ของประเทศ หรือหลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับสากล

ตีแผ่ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เศรษฐกิจนอกระบบและความเหลื่อมล้ำ

นายผยง ได้หยิบยกข้อมูลที่สะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยขับเคลื่อนด้วย เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) สูงถึง 48% ของ GDP ตามการรายงานของธนาคารโลก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิด แรงงานนอกระบบถึง 55% ปัญหานี้ยังเชื่อมโยงไปถึงฐานการจัดเก็บภาษีที่ผิดเพี้ยน โดยพบว่าจากประชากรไทยทั้งหมด มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 11.2 ล้านคน และในจำนวนนั้นมีผู้ที่เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยมี ผู้ประกอบการเพียง 1% ที่ครองสัดส่วนถึง 65% ของ GDP ขณะที่กลุ่ม SMEs อีกกว่า 99% กลับเข้าถึงโอกาสได้ยากและมีอำนาจต่อรองในตลาดต่ำ

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

สภาวะดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่รุนแรง ซึ่งหากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วยอาจสูงกว่าตัวเลขที่เป็นทางการอย่างมาก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเริ่มขาดความมั่นใจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยบางส่วนเลือกที่จะไปเติบโตในต่างประเทศแทนการลงทุนในไทย

“หลักนิติธรรม” คือซอฟต์แวร์และจิตวิญญาณของระบบเศรษฐกิจ

ประธานสมาคมธนาคารไทย เน้นย้ำว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องของกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ซอฟต์แวร์” และ “จิตวิญญาณ” ที่คอยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ หากหลักนิติธรรมอ่อนแอ จะนำไปสู่ปัญหาการคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใส

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหา Regulatory Overload หรือการที่มีกฎหมายจำนวนมากเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ (Regulatory Burden) และเป็นต้นเหตุของประสิทธิภาพที่ต่ำของภาครัฐ รวมถึงช่องว่างในการทุจริต

"ดังนั้น ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงมองว่าการทำ Regulatory Transformation หรือการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันสมัยและโปร่งใส เป็นวาระเร่งด่วนภายใต้ข้อเสนอ Vibrant Thailand เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม" นายพยง กล่าว

แนวทางสู่ OECD: การทำงานแบบ Holistic และ Data-driven

ในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD นายผยงเสนอว่าประเทศไทยต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม ที่ไม่ใช่เพียงแค่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องประกอบด้วยความร่วมมือจาก ภาคเอกชน ภาคภาครัฐ และภาคการเมือง โดยต้องก้าวข้ามการ "ชี้นิ้ว โทษกัน" และหันมาทำงานบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven) และข้อเท็จจริง (Factual-based)

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

นอกจากนี้ ยังต้องพึ่งพา หน่วยงานด้านเทคนิคระดับโลก เช่น OECD, World Bank, UNDP และ World Justice Project เพื่อนำมาตรฐานสากลมาเป็นเครื่องมือในการประเมินผลและสื่อสารกับประชาคมโลก เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกแรกที่นักลงทุนไว้วางใจในการเข้ามาสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คว้าโอกาสในยุค Geopolitics เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

นายผยงกล่าวปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นถึง “หน้าต่างแห่งโอกาส” จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่นำไปสู่การย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยต้องรีบคว้าโอกาสนี้ในการสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านพลังงาน และอาหาร 

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

"ผมคิดว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายตามกระแส แต่เป็น หมุดหมายสำคัญ ในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศเพื่อให้เกิดการเติบโตแบบครอบคลุม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตวิญญาณ ของระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อการแข่งขันในเวทีโลกอย่างสง่างาม"



ดร. ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แสดงทัศนะถึงทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการวางรากฐานทางยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
OECD Accession: "Not about joining, but about transforming" โดยย้ำชัดว่าเป้าหมายสูงสุดของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงแค่การได้เข้าไปอยู่ในรายชื่อประเทศสมาชิก แต่แก่นแท้คือการใช้กระบวนการนี้เป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของภาครัฐและการบริหารจัดการประเทศในทุกระบบ 

ดร. ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

"การเข้าเป็นสมาชิกจะเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นผู้ปฏิบัติตามมาตรฐาน ไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานโลก"

ดร. ธัชไท กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนตามเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก โดยหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ยื่นบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น ไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดคือ การตรวจประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งไม่ใช่เพียงการตรวจเพื่อประเมินผล แต่เป็นการที่หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนต้องพิสูจน์ตัวเองและปรับปรุงมาตรฐานการทำงานให้ตอบโจทย์สากลโดยรัฐบาลมีหมุดหมายสำคัญคือการเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ภายในปี 2571 (ค.ศ. 2028)

แก้วิกฤตความเชื่อมั่น ด้วยหลักนิติธรรม

ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ฯ สศช. ชี้ให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ คือภาวะ "ความท้าทายด้านความเชื่อมั่น" ทั้งความเชื่อมั่นต่อสถาบันของรัฐและกฎระเบียบที่ทับซ้อนกัน ซึ่งการสร้างความเชื่อมั่นในสาธารณะ จะต้องทำผ่านการปรับปรุงกลไกภาครัฐ ทั้งในเรื่องของขนาดองค์กรที่เหมาะสม และประสิทธิภาพในการทำงานที่แท้จริง

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

หลักนิติธรรม (Rule of Law) คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยดึงข้อมูลที่เคยอยู่นอกระบบมาพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 กับกลยุทธ์ "TRUST"

ในการวางแผนอนาคตผ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์ได้วางโครงสร้างโดยมุ่งเน้นที่ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  • ความสามารถในการผลิต (Productivity)
  • ความทั่วถึง (Inclusivity)
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Adaptability)
  • การมีภูมิคุ้มกัน (Immunity)

โจทย์ใหญ่ไทยเข้า OECD เมื่อ 4 ล้านคนแบกภาษี - ผู้ประกอบการ 1% ครอง GDP ประเทศ

โดยมีกรอบแนวคิด "TRUST" เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ดังนี้:

  • T (Transform): การปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ไม่เน้นเพียงเศรษฐกิจดั้งเดิมที่ขาดศักยภาพอีกต่อไป
  • R (Reform): การปฏิรูปกลไกและประสิทธิภาพของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาครัฐ
  • U (Upgrade): การยกระดับทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับโลกอนาคต
  • S (Sustain): การสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • T (Transfer): การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

"การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่มาตรฐาน OECD ไม่สามารถทำได้เพียงแค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งหรือเพียงภาคส่วนรัฐ Whole-of-Government เท่านั้น แต่ต้องอาศัยพลังจาก ทุกส่วนของสังคม Whole-of-Society) ทั้งภาคเอกชน ประชาชน เกษตรกร ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย" ดร. ธัชไท ทิ้งท้ายว่า