
ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม
บอร์ด ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงแต่งตั้งผู้บริหาร หลังเตรียมปรับโครงสร้าง แบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น
KEY
POINTS
- ก.พ.ร. แจ้ง กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระหว่างการปรับปรุงโครงสร้าง
- เตรียมโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว"
- ปรับเปลี่ยนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมให้เป็น "กระทรวงการกีฬา" เพื่อส่งเสริมและพัฒนากีฬาอย่างเต็มรูปแบบ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ในขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ก.พ.ร. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป พร้อมเสนอให้ทั้งสองกระทรวงชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือการโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” เพื่อบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเชิงยุทธศาสตร์ และยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Value-based Tourism)
ขณะเดียวกันให้ปรับบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมเป็น “กระทรวงการกีฬา” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย พัฒนากีฬาอาชีพ และผลักดันอุตสาหกรรมกีฬาให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ “1กรม 1โปร่งใสไร้เทา” โดยนำผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจทั่วประเทศ จำนวน 401 ราย มาประกอบการพิจารณา
ผลสำรวจสะท้อนว่า ภาคเอกชนยังมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และกว่าครึ่งเห็นว่าสถานการณ์แย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา
ก.พ.ร. จึงมีมติให้มี โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” เพื่อกำหนดให้หน่วยงานระดับกรมทุกแห่งคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส การใช้ดุลพินิจ และการทุจริต หรือมีผลกระทบสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก มาดำเนินการ โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับผลตอบแทนตามที่ กกร. ระบุ เช่น งานออกใบอนุญาต งานตรวจสอบ งานด้านภาษี และงานจัดซื้อจัดจ้าง
สำหรับโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แบ่งการดำเนินการออกเป็นกลุ่มนำร่องและกลุ่มทั่วไป โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ พร้อมให้แต่ละหน่วยงานกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมกับภารกิจ นอกจากนี้ จะใช้กลไกสร้างแรงจูงใจผ่านรางวัลเลิศรัฐประเภท “เสริมสร้างความโปร่งใส” เพื่อยกย่องหน่วยงานที่ดำเนินการได้สำเร็จและเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานอื่นต่อไป







