
ก.พ.ร. รื้อใหญ่ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์ ดึง AI ช่วยงานรัฐ
สำนักงาน ก.พ.ร. รื้อใหญ่ ประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ยกเลิกใช้กระดาษติดต่อราชการ เปิดทางใช้ Data และ AI สนับสนุนการตัดสินใจและทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
KEY
POINTS
- ก.พ.ร. เตรียมทบทวนและแก้ไข พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 หลังพบปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้จริง
- ปัญหาที่พบคือหน่วยงานรัฐบางแห่งยังยึดติดกับเอกสารรูปแบบกระดาษ และตัวกฎหมายยังไม่ครอบคลุมหน่วยงานบางประเภท เช่น สภาวิชาชีพ
- การปรับปรุงกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 หลังจากการติดตามและประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายในระยะที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังมีสภาพปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติหลายประการ ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างรอบด้าน
สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลชอบด้วยกฎหมาย รับรองสิทธิของประชาชนในการติดต่อและรับบริการจากหน่วยงานของรัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อันเป็นการยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนและภาระในการติดต่อราชการ รวมทั้งเสริมสร้างความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามในการประเมินผลสัมฤทธิ์ครั้งนี้ เป็นผลมาข้อกฎหมายเดิมยังมีปัญหาและอุปสรรคในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะปัญหาในขั้นตอนการให้บริการประชาชน แม้ว่ากฎหมายจะรับรองสิทธิของประชาชนในการยื่นคำขอหรือเอกสารโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยชัดแจ้ง แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่า หน่วยงานของรัฐบางแห่งยังคงยึดติดกับรูปแบบเอกสารกระดาษ หรือกำหนดให้แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีลักษณะและรูปแบบเสมือนเอกสารกระดาษเดิมทุกประการ
ดังนั้นจึงอาจเป็นการเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็นนอกจากนี้ ยังพบข้อขัดข้องเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัวประชาชนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการยอมรับการแสดงใบอนุญาตผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่ ซึ่งในบางกรณียังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
ขณะที่ความครอบคลุมของการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันกฎหมายมีผลใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหารเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวน 8,286 หน่วยงาน อย่างไรก็ดี ยังมิได้ครอบคลุมถึง “นิติบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจของรัฐ” บางประเภท เช่น สภาวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาอนุญาตและออกใบอนุญาตแก่ประชาชน ส่งผลให้เกิดความแตกต่างในการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงาน และอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการให้บริการในภาพรวม
เช่นเดียวกับการติดตามและรายงานผล กฎหมายกำหนดให้สำนักงาน ก.พ.ร. มีหน้าที่ติดตามการประกาศช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานของรัฐ โดยต้องแจ้งเตือนเป็นระยะทุก 15 วัน และรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีทุก 60 วัน ซึ่งกลไกดังกล่าวมีเจตนาเพื่อเร่งรัดการดำเนินการในช่วงเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมาย โดยปัจจุบันพบว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ได้ดำเนินการแล้ว จึงควรมีการทบทวนกลไกดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพการณ์
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้กฎหมายจะวางหลักการรองรับการปฏิบัติราชการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยกว้าง แต่ในทางปฏิบัติยังปรากฏความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น การใช้ข้อมูล (Data) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสนับสนุนการตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
รวมถึงประเด็นความรับผิดและการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยสุจริต ส่งผลให้เกิดความกังวลในการใช้ดุลพินิจและอาจทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ สำนักงาน ก.พ.ร. จึงมีความจำเป็นต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 อีกครั้ง






