
ก.พ.ร.-กรมพัฒน์ เชื่อมข้อมูล 140 หน่วยงาน เลิกขอเอกสารติดต่อราชการ
สำนักงาน ก.พ.ร. ถกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขยายผลการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อยกเลิกการขอเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนและผู้ประกอบการในการติดต่อราชการ กลุ่มหน่วยงานของรัฐ 140 หน่วยงาน
KEY
POINTS
- ก.พ.ร. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือขยายผลการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกเลิกการขอเอกสารจากประชาชนและผู้ประกอบการในการติดต่อราชการ
- ตั้งเป้าผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐที่ยังไม่มีการเชื่อมโยงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกกว่า 140 หน่วยงาน
- มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ e-Commerce ที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ซ้ำซ้อนเพื่อลดขั้นตอน
นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ก.พ.ร. โดย นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. ได้หารือร่วมกับ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และนายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขยายผลการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อยกเลิกการขอเอกสารนิติบุคคลจากประชาชนและผู้ประกอบการในการติดต่อราชการ
ทั้งนี้ ก.พ.ร. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะร่วมกันผลักดันขยายผลการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มหน่วยงานของรัฐที่ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 140 หน่วยงาน รวมถึงผลักดันให้มีการใช้ข้อมูลนิติบุคคลผ่านอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่มีเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว โดยจะได้มีการจัดประชุมสร้างการรับรู้และความตระหนักในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าวต่อไป
ก.พ.ร.ยังได้หารือเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับผู้ประกอบการ e-Commerce ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนและพาณิชยกิจที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พ.ศ.2567 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2567 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้วไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อีก เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการ
นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ยังจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ (พ.ศ. 2567–2570) และเตรียมจัดทำยุทธศาสตร์ระยะถัดไป (พ.ศ. 2571–2575) โดยแบ่งการรับฟังความคิดเห็นเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ทั้งนี้เพื่อสะท้อนประสบการณ์จริง ปัญหาอุปสรรค และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภาครัฐ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แนวโน้มแห่งอนาคตที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาระบบราชการ
สำหรับประเด็นสำคัญจากการระดมความคิดเห็นนั้น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนว่าการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของไทยยังอยู่ในระดับการแปลงเอกสารเป็นดิจิทัลมากกว่าการเชื่อมโยงระบบงานอย่างแท้จริง ส่งผลให้หลายบริการยังซ้ำซ้อนและต้องใช้เอกสารควบคู่กัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดจากการตีความกฎหมายบางประการ เช่น PDPA ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ทำงานแบบเน้นการตรวจเอกสารมากกว่ามุ่งหาทางแก้ไขปัญหา
ดังนั้นภาคเอกชนจึงเสนอแนวคิดสำคัญ เช่น การจัดทำ Super License รวมใบอนุญาตหลายหน่วยงานในใบเดียว การพัฒนา Single Portal สำหรับนักลงทุนและชาวต่างชาติ การถ่ายโอนภารกิจบางด้านให้หน่วยงานวิชาชีพภายนอกดำเนินการ การปรับระบบงบประมาณเป็น Zero-based Budgeting เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภาครัฐ
การพัฒนาทักษะของบุคลากรภาครัฐให้สามารถปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานที่เปลี่ยนเเปลงอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนเครื่องมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานให้สอดรับกับกระบวนการทำงานที่ปรับเปลี่ยนเป็นดิจิทัล
ขณะที่นักวิชาการและสื่อมวลชน เน้นการมองภาพอนาคต และเตรียมความพร้อมรับแนวโน้มสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี AI การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM 2.5 ความเหลื่อมลํ้าระหว่างช่วงวัย และความท้าทายด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมกฎ” เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม พร้อมนำแนวคิดการวางแผนแบบยืดหยุ่นมาใช้ โดยยกตัวอย่างแนวคิดจากสิงคโปร์ ได้แก่ Think Ahead-Think Again-Think Across เพื่อให้การกำหนดยุทธศาสตร์มีความยืดหยุ่น ทบทวนได้ต่อเนื่อง และบูรณาการการทำงานข้ามหน่วยงาน
รวมถึงเสนอให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่าน Flagship Project ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม การกำหนดหน่วยงานกลางรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ การเน้นเรื่อง Digital Transformation และแผนการขับเคลื่อน พร้อมผลักดัน Open Government เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ
จากการรับฟังความเห็นครบทุกภาคส่วนแล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะนำความคิดเห็นดังกล่าวไปวิเคราะห์ช่องว่างระหว่างการดำเนินงานของภาครัฐกับความคาดหวังของประชาชน ผู้รับบริการและภาคธุรกิจ เพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการในระยะต่อไป ให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง










