

KEY
POINTS
นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เป็นประธานการประชุมหารือการพัฒนาแพลตฟอร์มบริการรวมศูนย์เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ร่วมกับผู้แทนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือสพร. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
โดยมีนายธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. และเจ้าหน้าที่ของทั้ง 4 หน่วยงานเข้าร่วมประชุมเพื่อยกระดับการจัดเก็บ ภาษีและค่าธรรมเนียมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ขณะเดียวกันที่ประชุมยังหารือประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวทางปลดล็อกข้อจำกัด การทดลองนำร่อง และเตรียมจัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan และกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งมีสาระสำคัญจำแนกได้เป็น 2 ประเด็นหลัก ทั้ง ข้อเท็จจริงและข้อจำกัดในการใช้แพลตฟอร์มของทั้ง 3 หน่วยงาน รวมทั้งความเห็นและข้อเสนอแนะ
สำหรับข้อเท็จจริงและข้อจำกัดในการใช้แพลตฟอร์มนั้น จากการพิจารณาพบว่า งานบริการหลายงานสามารถให้บริการบนแพลตฟอร์มกลางได้เพื่อลดความซํ้าซ้อนในการลงทุนของ อปท. แต่ละแห่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีแพลตฟอร์มแล้ว การใช้งานจริงยังมีจำนวนน้อย เช่น ระบบ BMA OSS ของ กทม. ที่มีการใช้งานออนไลน์เข้ามาในจำนวนที่ไม่มาก แต่เดินทางมาใช้งานออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่เตรียมให้ ณ ศาลาว่าการ กทม. เป็นต้น
ขณะที่บุคลากร อปท. ยังไม่มีความพร้อมด้านดิจิทัล และโยกย้ายบ่อย รวมทั้งบางส่วนไม่เห็นความสำคัญของการบันทึกข้อมูล และไม่อยากทำงานซํ้าซ้อนหลายรอบ เนื่องจากแพลตฟอร์มของหน่วยงานไม่เชื่อมโยงกัน เช่น การบันทึกข้อมูลซํ้าในระบบบัญชี e-LAAS ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และระบบท้องถิ่นดิจิทัลของ สพร.
เช่นเดียวกับการเก็บค่าใช้จ่ายในการให้บริการแพลตฟอร์มกลาง ทำให้ อปท. จำนวนมากที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ไม่พร้อมเข้าร่วมใช้งาน ซึ่งส่วนกลางยังไม่มีนโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นดังกล่าว
นางอารีย์พันธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบความเห็นและข้อเสนอสำหรับการดำเนินการต่อไป โดยในเรื่องการรวมแพลตฟอร์มเรื่องภาษีท้องถิ่นให้เป็นระบบเดียว ล่าสุดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อยู่ระหว่างพิจารณาควบรวม L-Tax Online กับ Local Service เพื่อลดความซํ้าซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลอัตโนมัติกับระบบอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น e-LAAS
ขณะที่การปรับอัตราค่าใช้บริการแพลตฟอร์ม เช่น ระบบท้องถิ่นดิจิทัล เพื่อจูงใจให้ อปท. เข้าร่วม รวมทั้งการกำหนดนโยบายให้ส่วนกลางสามารถสนับสนุนค่าใช้บริการแทน อปท. เพื่อให้เข้าร่วมและใช้บริการจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ สามารถปรับกฎระเบียบเพื่อเพิ่มรายได้และแรงจูงใจ เช่น การเปิดช่องให้เก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าได้เป็นรายปี และมีส่วนลดให้กับประชาชน
นอกจากนี้ยังควรเลือกงานที่มีค่าบริการและค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เช่น ภาษีป้าย ค่าขยะ หรือภารกิจที่ประชาชนต้องติดต่อ อปท. เป็นประจำ มาทดลองนำร่อง โดยอาจขอข้อมูลเพิ่มเติมจากบาง อปท. ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เห็นผลชัดและสร้างแรงจูงใจในการใช้ระบบกลาง รวมทั้งเรียนรู้จากพื้นที่ที่ทำสำเร็จ ใช้โมเดล อปท. ที่ใช้งานดิจิทัลได้ผลจริง และสร้างเครือข่ายช่วยเหลือกัน (buddy system)
อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพในการลดความซํ้าซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ แม้ว่ายังมีอุปสรรคด้านบุคลากร ระบบงาน และกฎหมาย
แต่หากนำร่องโดยการเลือกภารกิจที่มีปริมาณสูงและจำเป็น ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม จะช่วยให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะนำข้อมูลดังกล่าวไปหาข้อมูลจาก อปท. และวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป
สำหรับการพัฒนาศักยภาพขององค์กรระดับท้องถิ่นนั้นที่ผ่านมา ก.พ.ร. ได้มีแนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐให้มีความเหมาะสม โดยเตรียมปรับขนาดภาครัฐให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น เพื่อลดความซํ้าซ้อนของการทำงาน โดยเฉพาะในระดับภูมิภาค หลังตรวจสอบข้อมูลพบว่า ปัจจุบันกระทรวงต่าง ๆ ได้ตั้งหน่วยงานในส่วนภูมิภาคจำนวนมาก
น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้สัมภาษณ์กับฐานเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ว่า ที่ผ่านมาขนาดของหน่วยงานภาครัฐขยายตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการที่หน่วยงานส่วนกลาง คือกระทรวงต่าง ๆ ไปตั้งหน่วยงานในส่วนภูมิภาคซํ้าซ้อนไปอีกที ทั้งที่ปัจจุบันมีหน่วยงานภูมิภาคอยู่แล้วที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมากลับมีหน่วยงานจากส่วนกลางไปตั้งกระจายอยู่จำนวนมากและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก
ดังนั้น สำนักงาน ก.พ.ร. จึงพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างราชการใหม่ โดยจะต้องหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าจะหยุดกระบวนการนี้ได้อย่างไร ก่อนจะปรับขนาดให้ลดลง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น