

KEY
POINTS
5 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยในการประชุม Business Ready: ปรับบริการรัฐ เปลี่ยนธุรกิจให้ง่ายขึ้น โดยเปิดรับฟังเสียงของภาคเอกชนในธุรกิจต่าง ๆ ว่า ขณะนี้ ธนาคารโลก หรือ World Bank อยู่ระหว่างการการสำรวจความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานของไทย ก่อนจะประกาศผลในช่วงปลายปี 2569 นี้
ปัจจุบันธนาคารโลกได้เปลี่ยนการประเมินความยากง่ายและการมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจของประเทศต่าง ๆ จากเดิมที่ใช้การวัดเรื่องการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ หรือ Ease of doing business มาเป็นการวัดดัชนี Business Ready หรือ B-READY ซึ่งเป็นตัวสะท้อนภาพว่าการดำเนินงานของภาครัฐสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่
นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า ก.พ.ร. ได้เร่งดำเนินปรับปรุงการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดภาระและตอบสนองความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการ รองรับการประเมินดัชนี B-READY ในปีนี้ โดยปรับโฉมบริการภาครัฐเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาใช้เพื่อความสะดวก
รวมถึงการปรับระบบอนุญาตเป็นการจดแจ้งหรือจดทะเบียนแทน และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มกลาง Government Data Exchange (GDX) ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานแชร์ข้อมูลกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกในการติดต่อราชการและขออนุมัติอนุญาต โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการใช้บัตรเพียงใบเดียวเป็นคีย์สำคัญในการติดต่อราชการได้ทุกรูปแบบ
“ที่ผ่านมาได้หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ว่าเป็นไปได้ไหมเราจะมีบัตรแค่ 1 ใบ เป็นทุกอย่างเลย คือเป็นทั้งบัตรประชาชน เป็นทั้งใบขับขี่ หรือเป็นทุกบัตร พอเสียบเข้าไปข้อมูลภาครัฐมันจะวิ่งเข้ามาตรงนี้ แล้วสามารถที่จะใช้เป็นยืนยันตัวตนที่เข้ามาติดต่อราชการ ซึ่งคิดว่าเราต้องไปให้ถึงวันนั้นให้ได้ เพียงแต่ว่าหน่วยงานภาครัฐต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างเต็มที่” นางสาวอ้อนฟ้า กล่าว
นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า เรื่องของการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่พยายามในปี 2569 นี้ ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล และการแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยที่ผ่านมา ก.พ.ร. ได้หารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายเรื่องข้อมูล เพื่อให้เกิดการแชร์ข้อมูลระหว่างกันในเบื้องต้น และปิดเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
ขณะที่การขับเคลื่อนการเผยแพร่ข้อมูลภาครัฐ หรือ Open Government นั้น เลขาธิการ ก.พ.ร. ระบุว่า ก.พ.ร.จะสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ไม่เพียงแค่การเปิดเผยข้อมูลผ่าน Open Data แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นและทำบริการภาครัฐด้วยกัน โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) เรียบร้อยแล้ว
ส่วนการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้อยู่ในชั้นสภาผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) เรียบร้อยแล้ว
ล่าสุดอยู่ระหวา่งการรอขั้นตอนการยืนยันและประกาศใช้เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยปลดล็อคการประกอบธุรกิจ โดยการทบทวนและลดการอนุมัติอนุญาตที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคเอกชน
ด้าน นายเสรี นนทสูติ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนราชการเพื่ออนาคต กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อรองรับเกณฑ์การประเมินใหม่ของธนาคารโลกที่เปลี่ยนจาก Ease of doing Business มาเป็น B-Ready ว่าเป็นมาตรฐานการวัดระดับความพร้อมในการทำธุรกิจที่ใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วโลก
โดยธนาคารโลกได้กำหนดให้ B-Ready เป็นเกณฑ์การประเมินที่มีการขยายขอบเขตการประเมินจากเดิม 8 หัวข้อ 200 ตัวชี้วัด เพิ่มขึ้นเป็น 10 หัวข้อ และมากกว่า 1,000 ตัวชี้วัด โดยหัวข้อที่เพิ่มขึ้นมาใหม่คือเรื่อง แรงงาน (Labor) และ การแข่งขัน (Competition)
นอกจากนี้ ยังมีการขยายพื้นที่การวัดผลด้านสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, น้ำ, อินเทอร์เน็ต) จากเดิมที่วัดเฉพาะในกรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และเพิ่มความละเอียดไปถึงการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้และการผลิตไฟฟ้าด้วย
ทั้งนี้ B-Ready ให้ความสำคัญกับการประเมิน 3 เสาหลัก (Three Pillars) ที่แทรกอยู่ในทุกตัวชี้วัด ได้แก่
1.Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) มุ่งเน้นการเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ API และ Data Exchange Platform เพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น การทำให้ประชาชนมีบัตรใบเดียวที่ทำธุรกรรมได้ทุกอย่างตามโมเดลของเอสโตเนีย
2.Sustainability (ความยั่งยืน) การนำนโยบาย "Go Green" มาใช้ในภาครัฐ เช่น กรมบัญชีกลางที่จะเลือกจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเท่านั้น
3.Gender (ความเท่าเทียมทางเพศ) การตรวจสอบว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยดูจากสัดส่วนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของกิจการ กรรมการบริษัท หรือผู้เสียภาษี เพื่อประเมินการเข้าถึงเงินทุนอย่างเท่าเทียม
นายเสรี กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลและประเมินเบื้องต้นส่วนใหญ่เกณฑ์ชี้วัดของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์สีเขียว หรือมีความพร้อมสูง อย่างไรก็ตามไทยยังต้องเรียนรู้จากประเทศต้นแบบที่ได้คะแนนที่หนึ่งในปีที่ผ่านมา เช่น ฮังการี ในด้านการกำกับดูแล เกาหลีใต้ ด้านบริการสาธารณะ และสิงคโปร์ ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อนำมาปรับปรุงระบบราชการของไทยให้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกจะมีการประกาศคะแนน และอันดับ B-Ready ของประเทศไทยภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมธนาคารโลก ซึ่งมั่นใจว่าหากทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานกันอย่างแท้จริงจะทำให้คะแนนและอันดับของประเทศไทยที่ประกาศออกมาจะได้ผลที่น่าพอใจ