
กรมศุลกากรรับตรง 'มีคอร์รัปชันจริง' ชี้ระบบซับซ้อนเปิดช่องทุจริต
'อธิบดี' กรมศุลกากรยอมรับ มีทุจริตคอร์รัปชันในระบบจริง ชี้ต้นตอจากขั้นตอนนำเข้า-ส่งออกซับซ้อน เปิดช่องใช้ดุลพินิจ เร่งใช้ AI ระบบ NSW และ X-Ray ปิดช่อง ลดการเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่
KEY
POINTS
- กรมศุลกากรยอมรับว่ามีปัญหาคอร์รัปชันจริง โดยมีสาเหตุหลักจากระบบการขอใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกที่ซับซ้อนและเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจ
- เร่งแก้ปัญหาโดยนำเทคโนโลยี AI และระบบ National Single Window (NSW) มาใช้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ และลดการใช้ดุลพินิจในการตรวจสินค้า
- เสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วยการ "Set Zero" ทบทวนรายการสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาตทั้งหมด และยกเลิกส่วนแบ่งเงินรางวัลนำจับของผู้บริหารเพื่อสร้างความโปร่งใส
กรมศุลกากรยอมรับตรงไปตรงมา “มีคอร์รัปชันจริง” ชี้ต้นตอสำคัญมาจากระบบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกที่ซับซ้อน ใช้ดุลพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์และการต่อรองใต้โต๊ะ
ขณะที่อธิบดีกรมศุลกากรเร่งเดินหน้าปฏิรูประบบ ด้วยการใช้ AI, National Single Window (NSW) และระบบ X-Ray ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน พร้อมเสนอ “Set Zero” ทบทวนใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนธุรกิจและปิดช่องทุจริตเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านภาพลักษณ์ความโปร่งใส หลังดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2025 ได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 และอยู่ในอันดับ 116 ของโลก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังต้องแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงประกาศให้การปราบปรามคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นย้ำ การยกระดับธรรมาภิบาลในทุกหน่วยงานรัฐ
หนึ่งในหน่วยงานที่ถูกสังคมจับตาอย่างต่อเนื่องคือ “กรมศุลกากร” ซึ่งมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มหน่วยงานที่มีความเสี่ยงทุจริตระดับต้น ๆ ของประเทศ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่กว้างขวาง ครอบคลุมการนำเข้า-ส่งออกมูลค่ามหาศาล และต้องใช้ดุลพินิจจำนวนมากในกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรให้สัมภาษณ์พิเศษ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยยอมรับว่า มีการทุจริตในวงการศุลกากรจริง เพราะกรมศุลกากรมีพิกัดสินค้าที่ต้องขออนุญาตถึง 9,400 พิกัด ต้องติดต่อหน่วยงานถึง 23 หน่วยงาน จึงมีทั้งที่จับได้และที่จับไม่ได้ ส่วนที่จับได้จะดำเนินคดีส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีทั้งติดคุก ไล่ออก หรือให้ออกจากราชการ
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ยังมีบางส่วนที่ตรวจไม่พบ เพราะมูลค่าส่งออก-นำเข้าแต่ละปีสูงมาก อย่างปี 2568 มูลค่าสูงถึง 22 ล้านล้านบาท ปริมาณสินค้ามีจำนวนมาก มีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านด่าน 13.2 ล้านตู้และของกล่องสินค้า (Parcels) อีก 300 ล้านกล่องต่อปี
ชี้ “ต้นทุนธุรกิจจริง” คือระบบอนุญาตยุ่งยาก
อธิบดีกรมศุลกากรระบุว่า ปัญหาสำคัญของการทุจริตไม่ได้อยู่แค่หน้าด่านศุลกากร แต่เริ่มตั้งแต่โครงสร้างการขออนุญาตส่งออก-นำเข้าที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น ปัจจุบันประเทศไทยมีพิกัดสินค้าประมาณ 21,000 พิกัด แต่มีถึง 9,400 พิกัดที่ต้องขอใบอนุญาตหรือเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น บางพิกัดสินค้าต้องขออนุญาตมากกว่า 1 หน่วยงาน บางกรณีถึง 2-4 หน่วยงาน รวมแล้วมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตมากถึง 23 หน่วยงาน ทำให้กระบวนการอนุมัติเต็มไปด้วยขั้นตอน การตีความและการใช้ดุลพินิจ ทำให้เกิดช่องการใช้ดุลพินิจ แม้จะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้แล้วก็ตาม แต่อำนาจการอนุญาตยังอยู่ที่หน่วยงานนั้นๆ
“เมื่อกระบวนการยุ่งยาก จึงเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับหรือเสนอผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งนี่คือ Cost of Doing Business ที่แท้จริง แต่เมื่อสินค้าติดอยู่ที่ด่าน สังคมมักมองว่า เป็นความรับผิดชอบของศุลกากร แม้ปัญหาต้นทางจะเกิดจากขั้นตอนก่อนหน้าก็ตาม”นายพันธ์ทองกล่าว
เมื่อโครงสร้างที่กำหนดไว้เช่นนั้น กระบวนการที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ การวิ่งไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อกรอกคำขอ รอการติดต่อกลับ โทรตามสถานะ และเมื่อได้รับอนุญาต ก็ต้องไปรับใบอนุญาตกระดาษด้วยตนเอง ก่อนนำมาประกบกับใบขนสินค้า เพื่อชำระภาษีและขอปล่อยสินค้า
หากใบอนุญาตยังไม่มา แต่สินค้ามาถึงแล้ว ก็เกิดแรงกดดันในการเร่งปล่อยสินค้า บางรายอาจขอให้ปล่อยลอตเดียวก่อน พร้อมสัญญาว่า รอบหน้าจะทำให้ถูกต้อง ช่องว่างเช่นนี้เองที่ก่อให้เกิดพฤติกรรม ‘ตัดรำคาญ’ และการต่อรองใต้โต๊ะ
“ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ผมเชื่อว่า มันเกิดขึ้น นี่คือแผลเป็นที่อยู่กับกรมศุลกากรมายาวนาน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าทุกคนเป็นคนดีหรือไม่ และไม่สามารถยืนยันได้ว่า คนในกรมฯ ที่มีอายุยาวนานกว่า 152 ปี ทุกคนเป็นคนดี แต่เราสามารถออกแบบระบบให้คนไม่ดีหาประโยชน์ได้”อธิบดีกรมศุลกากรกล่าว
ดัน National Single Window ลดเจอเจ้าหน้าที่
แนวทางหลักที่กรมศุลกากรผลักดันคือ การเปลี่ยนใบอนุญาตจากกระดาษเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน National Single Window (NSW) เพื่อลดการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันใบอนุญาตสามารถวิ่งในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ติดตามสถานะได้ และเชื่อมต่อกับใบขนสินค้าโดยตรง ทำให้ไม่ต้องถือเอกสารกระดาษไปประกบเหมือนในอดีต
อีกมาตรการสำคัญคือ การลดอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเลือกตรวจสินค้า ซึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่สามารถเลือกตรวจตู้ใดก็ได้ตามดุลพินิจ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ปัจจุบันกรมศุลกากรปรับมาใช้ระบบ Risk Management และ AI วิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเป็นตัวกำหนดว่า ควรตรวจตู้ไหนหรือ Shipment ใด โดยอิงจากประวัติผู้ประกอบการ ประเทศต้นทาง ประเภทสินค้า และรูปแบบการขนส่ง
“ไม่ใช่ว่าอยากตรวจตู้ไหนก็ตรวจ แต่วันนี้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ใช้ AI จับความเสี่ยงแทน การใช้เครื่อง X-ray ตรวจตู้คอนเทนเนอร์และสัมภาระผู้โดยสารกว่า 85 ล้านคนต่อปี เพื่อให้การตัดสินใจมีข้อมูลรองรับและลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชนโดยไม่จำเป็น”
นายพันธ์ทองย้ำว่า ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถเปิดตรวจทุกตู้ได้ เพราะเพียงตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุตหนึ่งตู้ หากต้องยกสินค้าทั้งหมดออกมาตรวจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงหรืออาจทั้งวัน ขณะที่ทั้งประเทศมีตู้ผ่านด่านกว่า 13 ล้านตู้ต่อปี การตรวจแบบสุ่มตามใจเจ้าหน้าที่จึงไม่ใช่คำตอบ ระบบต้องแยกผู้ประกอบการสุจริตออกจากผู้มีประวัติเสี่ยง เพื่อให้คนทำถูกไม่ต้องเผชิญความล่าช้า และให้ทรัพยากรถูกใช้ไปกับกลุ่มเสี่ยงจริง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าแม้ระบบจะเร็วขึ้น แต่ตราบใดที่ยังต้อง ‘ขออนุญาต’ ความยุ่งยากก็ยังคงอยู่ จึงเสนอแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างที่ทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอแก้ไขพระราชบัญญัติ ซึ่งมักใช้เวลานาน หนึ่งในนั้นคือการออก ‘ประกาศอธิบดี’ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อยกเลิกส่วนแบ่งเงินรางวัลนำจับของอธิบดีและผู้บริหารระดับสูง
เหตุผลหลักคือ การที่ผู้บริหาร ซ่ึ่งเป็นทั้งผู้สั่งจับกุมและในบางกรณีเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์คดี แต่ยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินรางวัล อาจถูกมองว่า เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) แม้จะทำตามกฎหมายก็ตาม การตัดสิทธิของผู้บริหารจึงเป็นการตัดข้อครหา และยกระดับความโปร่งใสในเชิงสัญลักษณ์และเชิงระบบไปพร้อมกัน
เสนอ “Set Zero” ทบทวนใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด
อีกข้อเสนอสำคัญคือ แนวคิด ‘Set Zero’ ทบทวนรายการสินค้าที่ต้องควบคุมใหม่ทั้งหมด โดยเห็นว่า ควรลดจำนวนพิกัดที่ต้องขออนุญาตลงอย่างน้อย 10% ตัดรายการที่ไม่จำเป็นในบริบทปัจจุบัน เช่น สินค้าที่เคยควบคุมช่วงวิกฤตโควิดอย่างหน้ากากอนามัย แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว หากไม่ทบทวนก็จะกลายเป็นภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ใช้กลไกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านคณะกรรมการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ (กกส.) กำหนดหลักการว่า ‘ใบอนุญาตใดที่ยังไม่เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ National Single Window จะยังไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย’ เพื่อป้องกันปัญหาการจับกุมย้อนหลังในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ทราบข้อมูล หรือระบบยังไม่เชื่อมโยงครบถ้วน โดยทั้งหมดนี้เตรียมร่างไว้แล้วจะเสนอรัฐบาล
รับ “เรียกรับอาจยากขึ้น แต่การเสนอให้ยังเกิดได้”
อย่างไรก็ตาม นายพันธ์ทองยอมรับว่า ในยุคปัจจุบันการเรียกรับผลประโยชน์ทำได้ยากขึ้น เพราะสังคมตรวจสอบเข้มข้นและเทคโนโลยีบันทึกภาพเสียงแพร่หลาย แต่กรณี “เสนอให้” จากผู้ประกอบการยังอาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะที่ของมาถึงแล้วแต่เอกสารยังไม่ครบ
“ผมไม่กล้าการันตีว่าไม่มีคอร์รัปชันหรอก ทุกหน่วยงานรัฐก็ไม่มีใครกล้าการันตีเช่นกัน สิ่งสำคัญคือทำให้ช่องว่างเหล่านี้แคบลงเรื่อย ๆ ด้วยระบบ เทคโนโลยี และความโปร่งใส”
ท้ายที่สุด อธิบดีย้ำว่า เป้าหมายของกรมศุลกากรไม่ใช่เพียงการจัดเก็บรายได้ แต่ต้องขับเคลื่อนการค้าและปกป้องสังคมควบคู่กันไป ภายใต้แรงกดดันจากสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,203 วันที่ 24 - 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







