
สตช.ผนึกศุลกากรลุยสกัดขนทอง เงิน ช่อกัญชา บัญชีดำต่างชาติ 86 ราย
สตช.ผนึกกรมศุลกากร ยกระดับสกัดลักลอบขนเงินตรา ทองคำ ช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศ เชื่อมฐานข้อมูลผู้กระทำผิด 114 ราย ส่ง ตม.ขึ้นแบล็กลิสต์ต่างชาติ จัดกลุ่มคนไทยเฝ้าระวัง
KEY
POINTS
- สตช. และ กรมศุลกากร ร่วมมือยกระดับมาตรการสกัดกั้นการลักลอบขนเงินตรา ทองคำ และ ช่อดอกกัญชาออกนอกราชอาณาจักร
- การลักลอบขนเงินและทองคำ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ส่วนการลักลอบขนช่อดอกกัญชาเป็นแนวโน้มใหม่ที่มุ่งส่งไปยังยุโรป
- มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ โดยขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ชาวต่างชาติ 86 รายห้ามเข้าประเทศ และ จัดคนไทย 28 รายอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Watchlist)
วันที่ 25 เมษายน 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรการป้องกันการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และ กรมศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการฐานข้อมูล และการป้องกันเชิงรุกในกลุ่มความผิดสำคัญ ได้แก่ การลักลอบขนเงินตรา ทองคำ และ ช่อดอกกัญชา
ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดตั้งต้นจากการที่ พล.ต.อ.นิรันดร ได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการเปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีที่มีมูลค่าของกลางตั้งแต่ 400,000 บาทขึ้นไป โดยจากการประชุมพบแนวโน้มการกระทำผิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในกลุ่มชาวไทยและชาวต่างชาติ
“ขนเงิน-ทอง”โยงฟอกเงินข้ามชาติ
ข้อมูลระบุว่า การลักลอบนำเงินตราไทยออกนอกประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่แจ้งศุลกากร รวมถึงการลักลอบขนทองคำ เป็นความผิดร้ายแรง มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี โดยในหลายคดีมีมูลค่าหลายล้านบาท ส่งผลให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก และมีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงิน
ในเชิงพฤติการณ์ พบว่า
- การลักลอบขนเงินตรามักเกิดตามด่านชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้คาสิโน และผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นชาวประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
- การลักลอบขนทองคำ มักตรวจพบในสนามบิน โดยผู้กระทำผิดส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มชาวเอเชียใต้ ซึ่งมีประวัติเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยจำนวนมาก บางรายมากกว่า 70 ครั้ง และมีพฤติการณ์กระทำผิดซ้ำ
“ช่อดอกกัญชา”ลอบส่งยุโรป
นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มใหม่ของการลักลอบนำ “ช่อดอกกัญชา” ออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีปลายทางในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากช่อดอกกัญชาถูกจัดเป็นสมุนไพรควบคุมของไทย และในหลายประเทศยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ
เร่งเชื่อมข้อมูล-ขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง
พล.ต.อ.นิรันดร ระบุว่า แม้ความผิดลักษณะนี้สามารถระงับคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบตามกฎหมายศุลกากร ทำให้ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ยอมชำระค่าปรับ แต่กลับพบว่าหลายรายยังกลับมากระทำผิดซ้ำ
จึงได้หารือร่วมกับ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เพื่อยกระดับมาตรการ โดยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้กระทำผิดระหว่างสองหน่วยงาน และส่งต่อข้อมูลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ใช้ในการเฝ้าระวังและสกัดกั้น
ปัจจุบัน มีการรวบรวมรายชื่อผู้กระทำผิดรวม 114 ราย แบ่งเป็น
- ชาวต่างชาติ 86 ราย ถูกขึ้นบัญชี “แบล็กลิสต์”ห้ามเข้าประเทศ
- คนไทย 28 ราย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Watchlist) และ จะถูกตรวจสอบเข้มงวดในการเดินทางเข้า-ออกประเทศ
อุดช่องโหว่ข้อมูล-ลดทำผิดซ้ำ
รอง ผบ.ตร. ยอมรับว่า ที่ผ่านมาฐานข้อมูลของตำรวจและศุลกากรยังแยกส่วนกัน ทำให้ผู้กระทำผิด โดยเฉพาะชาวต่างชาติ สามารถกลับเข้ามาก่อเหตุซ้ำได้ แต่เมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และลดช่องว่างในการกระทำผิด
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นแนวทางใหม่ที่เริ่มดำเนินการหลังได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เตือนศึกษากฎหมายก่อนเดินทาง
ท้ายที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่มีแผนเดินทางเข้า-ออกประเทศ ศึกษารายการสิ่งของต้องห้ามและของต้องสำแดงตามกฎหมายศุลกากรอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากหากถูกตรวจพบ นอกจากจะถูกดำเนินคดีแล้ว ยังอาจถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อการเดินทางในอนาคต






