
ไทยเนื้อหอม ‘เอกนิติ’ เผยไตรมาสแรก ยอดลงทุน 2.6 แสนล้าน ดันจีดีพีโต 3% Plus
‘เอกนิติ’ เผยไตรมาสแรก ยอดลงทุนทะลุ 2.6 แสนล้าน ระบุไทยเป็น Safe Haven ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกป่วน เร่งปลดล็อกระเบียบ ดันจีดีพีโต 3% Plus
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนของประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยตัวเลขการลงทุนจริง (Actual Investment) ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวสูงถึง 18% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 260,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมองประเทศไทยเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ Safe Haven สำหรับการลงทุน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนสูง
ลุยปลดล็อกลงทุน หนุนจีดีพีโต 3% Plus
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนจริงขยายตัวได้ดี มาจากการเร่งขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะกลไก “BOI Fast Pass” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากเดิมที่ประเทศไทยมียอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนให้เกิดเป็นการลงทุนจริงได้ทั้งหมด ล่าสุดเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนลงสู่พื้นที่จริงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาของซัพพลายเชนที่มีความครบวงจร ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบและข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนได้ต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้ขยายตัวได้ 3% Plus ตามเป้าหมาย และเชื่อว่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนภายในช่วง 1-2 ปีจากนี้
“การลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีสัดส่วนประมาณ 25-30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด ดังนั้นการที่การลงทุนจริงเติบโตถึง 18% จึงถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายตัวเลขการลงทุนจริงในปีนี้ 5-6% จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน”
ชูโอกาสไทย ท่ามกลางวิกฤต
นายเอกนิติ ยังกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SUBCON Thailand 2026 ว่า ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โลกไม่เคยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและแรงกระแทกรุนแรงเท่ากับปัจจุบัน ทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ขยายผลกระทบเข้าสู่มิติทางเศรษฐกิจ (Geoeconomics) รวมถึงวิกฤตราคาพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว ยังถือเป็นโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ ความมั่นคง และมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนระยะยาว ซึ่งไทยยังคงมีจุดแข็งในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ภาคอุตสาหกรรม และตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
ผนึกเอกชน เร่งปลดล็อกการลงทุน
สำหรับความท้าทายสำคัญในระยะต่อไป คือการเปลี่ยน “ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุนจริง” ที่สามารถสร้างผลกำไรให้กับภาคธุรกิจ เกิดการจ้างงาน และกระจายประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการ SME รวมถึงประชาชนในวงกว้าง
รัฐบาลจึงเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน รวมถึงผลักดันการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
“BOI Fast Pass” ถือเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เปรียบเสมือน “Easy Pass” ที่ช่วยลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตต่างๆ ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการใช้งบประมาณภาครัฐเพิ่มเติม แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกัน
“ผลลัพธ์ของมาตรการดังกล่าวเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวมากกว่า 6% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่เดิมคาดว่าจะเติบโตเพียง 0.3% สามารถขยับขึ้นมาเติบโตได้ถึง 2.5%”
กาง ‘5T’ หนุนธุรกิจปรับตัวรับโลกยุคใหม่
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังได้เสนอแนวทาง “5T” เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งเทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบด้วย
- Target หรือการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยไทยต้องเลือกมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบิน และหุ่นยนต์
- Transition หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องของความยั่งยืน แต่เป็น “ทางรอด” ของเศรษฐกิจไทยในการรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลในอนาคต
- Transform หรือการพลิกโฉมภาคธุรกิจ ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่
- Transparency หรือความโปร่งใส โดยภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการต่างๆ ให้ตรวจสอบได้ ขณะที่ภาคเอกชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยคาร์บอน และประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและขีดความสามารถในการแข่งขัน
- Together หรือความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันศักยภาพของประเทศไทยให้กลับมายืนหยัดบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง







