thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ เคาะแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้าน หนี้สาธารณะพุ่ง 69%

‘เอกนิติ’ เคาะแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้าน หนี้สาธารณะพุ่ง 69%

‘เอกนิติ’ จ่อชงครม. ปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้าน รองรับใช้งบพ.ร.ก.กู้เงิน ลุยแจกคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ ดันหนี้สาธารณะพุ่ง 69%

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ทั้งนี้ ที่ประชุม คนน. ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 โดยปรับแผนการก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการภายใต้การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท 

“ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายจะบรรจุแผนการก่อหนี้ใหม่ 200,000 ล้านบาท ภายใต้แหล่งเงินจากพ.ร.ก.กู้เงินก่อนครึ่งหนึ่งในปีงบประมาณ 2569 ส่วนหนึ่งจะนำวงเงินไปจัดทำโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนจากวิกฤตพลังงาน“

สำหรับการคาดการณ์ผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้น แหล่งข่าวระบุว่า สัดส่วนดังกล่าวจะยังไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการเงินการคลัง โดยตัวเลขคาดการณ์ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 69% ของจีดีพี โดยสาเหตุที่ตัวเลขสัดส่วนหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากมีการคำนวณที่รวมผลของอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) เข้าไปในมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นราคาตลาด (Nominal GDP) ด้วย ซึ่งจะทำให้มูลค่าจีดีพีในทางบัญชีสูงขึ้น

‘เอกนิติ’ เคาะแผนก่อหนี้ใหม่เพิ่ม 2 แสนล้าน หนี้สาธารณะพุ่ง 69%

“ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่นำมาใช้ประกอบการทำแผนนี้ อ้างอิงตามประกาศของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) ที่คาดการณ์จีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.8% อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมค่าตัวแปรลดราคามูลค่าจีดีพี(GDP Deflator) หรือปัจจัยด้านเงินเฟ้อแล้ว จะทำให้ Nominal GDP เติบโตได้มากกว่า 3%”

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ กระทรวงการคลังจะต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ หากพ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ และเสนอครม.ปรับปรุงแผนบริหารหนี้สารณะได้ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ 

”หลังจากผ่านความเห็นชอบ การปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะแล้ว จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภา และจะเปิดทางหน่วยงานสามารถเสนอโครงการต่างๆ เข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอครม.เห็นชอบต่อไป“

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลวางเป้าหมายที่จะเปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส และเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 25 พ.ค.นี้ และให้เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป ส่วนกลุ่มผู้ได้รับสิทธิครอบคลุม 43 ล้านคนหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา

ทั้งนี้ จะแบ่งระยะโครงการเป็น 2+2 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาความจำเป็นและสถานการณ์โลก ซึ่งในระยะแรก จะพิจารณาให้ประชาชนได้รับสิทธิเดือนละ 1,000 บาท นาน 2 เดือน โดยในส่วนของกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการนั้น จะได้รับวงเงินค่าอุปโภคบริโภคเดือนละ 300 บาทอยู่แล้ว และรัฐบาลจะเติมเงินส่วนเพิ่มเข้าในบัตรให้อีก 700 บาท 

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนเฟสที่ 2 นั้น จะเป็นการทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่ได้เปิดลงทะเบียนรอบใหม่ โดยหากผู้ถือบัตรพ้นจากเกณฑ์ความยากจนแล้ว ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจะเข้าเงื่อนไขได้รับสิทธิผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสแทน เป็นวงเงิน 1,000 บาท นาน 2 เดือน เหมือนกับประชาชนทั่วไปที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส