thansettakij
thansettakij
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้กู้เงิน 4 แสนล้านต้องแก้ 5 วิกฤตเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้กู้เงิน 4 แสนล้านต้องแก้ 5 วิกฤตเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

12 พ.ค. 69 | 06:43 น.
อัปเดตล่าสุด :12 พ.ค. 69 | 06:43 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้รัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาทต้องแก้ 5 วิกฤตเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน แนะปฏิรูปพลังงาน ลดต้นทุนดึงลงทุนสะอาด

KEY

POINTS

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทอย่างมียุทธศาสตร์และโปร่งใส เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความยั่งยืน
  • ชี้ว่าเงินกู้ต้องมุ่งเป้าไปที่การแก้ไข 5 วิกฤตสำคัญของประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงาน, วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจและต้นทุน, วิกฤตการว่างงาน, วิกฤตหนี้สิน และวิกฤตระเบียบรัฐ
  • ผลสำรวจความต้องการของเอสเอ็มอีพบว่า 44% ต้องการให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน ขนส่ง และวัตถุดิบ เป็นอันดับแรก

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องการกู้เงินตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่า สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและการเผชิญสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ต้องรุกเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศไปสู่พลังงานสะอาดบนสภาวะเงื่อนไขของวิกฤตซ้ำซ้อนไม่ซ่อนเงื่อน การแก้ปัญหาให้ยั่งยืนจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์รวมทั้งการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจตระหนักถึงคุณค่าของมูลค่าเม็ดเงิน ที่จำเป็นต้องกู้มาเพื่อลดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม 

และสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงทีด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หากแต่การใช้ประโยชน์การกู้เงินครั้งนี้ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคุณภาพชีวิตประชาชน และการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างวัดผลลัพธ์ได้ชัดเจน 

44% เอสเอ็มอีจี้แก้ปัญหาต้นทุน

จากการสำรวจของ สสว.พบว่า มาตรการภาครัฐที่ควรดำเนินการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) 44% แก้ไขปัญหาแรงกดดันจากต้นทุนทันที โดยเฉพาะต้นทุนที่ถาโถมเข้ามาทั้งพลังงาน ขนส่งโลจิสติกส์ วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและบสนุนการหาตลาดและสินค้าราคาถูกเพื่อการประกอบอาชีพรวมทั้งมาตรการลดภาษี 

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้กู้เงิน 4 แสนล้านต้องแก้ 5 วิกฤตเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

 

ส่วน 42% ต้องการให้ช่วยธุรกิจสามารถประคองได้ในระยะสั้นเฉพาะหน้า สนับสนุนให้ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดกับผู้ประกอบการ สนับสนุนความรู้การบริหารต้นทุน สนับสนุนความรู้การใช้พลังงานทดแทน การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลและการหาลูกค้าใหม่ๆ 

5 วิกฤตต้องให้ความสำคัญ

ขณะที่ 14% ต้องการเพิ่มขีดความสามาถในการปรับตัวทางธุรกิจด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการพักชำระหนี้ ความหวังของเอสเอ็มอีกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านครั้งนี้ที่จะสามารถผ่อนคลายละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนานแม้ไม่หมดสิ้นแต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

  • วิกฤตพลังงาน น้ำมันและไฟฟ้ากับประเด็นสำคัญลำดับแรกที่ไม่ใช้งบประมาณ คือ การทบทวนต้นทุนและราคาพลังงานที่สะท้อนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานและการกำหนดราคาอย่างยุติธรรม  ขณะที่การปรับแผนที่นำทางโครงสร้างพลังงานสะอาดของประเทศ ต้องชัดเจนในการวางโครงสร้างแหล่งพลังงาน การลงทุน การร่วมทุนอย่างคุ้มค่า และการวางแพลตฟอร์มพลังงานประเทศใหม่ที่เร่งการดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ข้นเป็นประเทศผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียนพร้อมสู่ความยั่งยืน
  • วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพลิกปักหมุดโครงสร้างเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม เพื่อลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศเพิ่มขึ้นและการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ของประเทศให้มีแพลตฟอร์มที่แข่งขันได้ในระดับสากล ลดการพึ่งพาต่างประเทศในทุกมิติเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นมาตรการดีแต่ต้องสร้างโอกาสกระจายรายได้และให้เกิดผลกระทบที่ได้ในระยะยาว
  • วิกฤตว่างงาน กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดทุกช่วงวัยให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูงตอบสนองต่อความต้องการของภาคเอกชนและขีดความสามาถในการแข่งขัน ทั้งมิติของบัณฑิตจบใหม่ ผู้ประกอบการ แรงงาน เกษตรกรและประชาชนทุกช่วงวัยที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนสังคมสูงวัยที่พึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ 
  • วิกฤตหนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญมรสุมสภาพคล่องติดขัดตามด้วยหนี้เสียติดหล่มและจบด้วยหนี้นอกระบบติดกับดักที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ ซึ่งอาจใช้กลไกรูปแบบธนาคารที่ดินรีเซตหนี้นอกระบบแบบมีหลักประกัน เพื่อฟื้นคืนชีพเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดภาระหนี้ไปพร้อมกับการเร่งปรับเปลี่ยนเพิ่มขีดความสามารถให้แข่งขันได้ สร้างงานสร้างอาชีพที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประเทศและโลก
  • วิกฤตระเบียบรัฐ การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่อว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทาในและต่างประเทศ นอมินีต่าชาติฮุบภาคการเกษตร เอสเอ็มอี ท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ผ รวมทั้งธุรกิจผิดกฎหมาย และการเผชิญกับการใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าโดยไม่ได้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุน การจ้างงาน และการค้าอย่างเป็นธรรม (Transshipment) สุ่มเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการส่งออก

ขณะที่รัฐบาลต้องมีความละเอียดรอบครอบและสร้างความไว้วางใจศรัทธาในการใช้เงินกู้ครั้งนี้เพื่อการเตรียมพร้อมแผนที่นำทางยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ประเทศในการรองรับและการนำการบริหารจัดการก่อนวิกฤตรุนแรงเพื่อลดระดับวิกฤตก่อนที่จะเกิดขึ้น อย่ารอให้วิกฤตเกิดแล้วค่อยทำ สุดท้ายเเราอาจต้องมาใช้คำว่าสายเกินไป หรือสายเกินแก้หรือสายไปแล้ว

“ยังเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบถ่วงดุลของผู้แทนประชาชนที่มีคุณภาพเพียงพอ เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนประเทศภายใต้การนำของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหลายโจทย์แก้ได้โดยไม่ต้องกู้ถ้าพูดแล้วทำได้จริง”