thansettakij
thansettakij
ชาวไร่ยาสูบค้านกฎหมายแบนบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นบุหรี่เถื่อนทะลัก-รัฐสูญรายได้

ชาวไร่ยาสูบค้านกฎหมายแบนบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นบุหรี่เถื่อนทะลัก-รัฐสูญรายได้

12 พ.ค. 69 | 10:51 น.
อัปเดตล่าสุด :12 พ.ค. 69 | 10:51 น.

ชาวไร่ยาสูบค้านกฎหมายแบนบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นบุหรี่เถื่อนทะลัก-รัฐสูญรายได้ภาษี ระบุกระทบเกษตรกรกว่า 2.3 หมื่นครัวเรือน ทำลายเศรษฐกิจฐานราก

KEY

POINTS

  • ชาวไร่ยาสูบกังวลว่ากฎหมายจะทำให้บุหรี่เถื่อนทะลักเข้าประเทศ และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปี
  • มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และวิถีชีวิตที่มั่นคงของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบกว่า 23,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ
  • เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนนโยบายอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร

นายกิตติทัศน์ ผาทอง เลขาภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กฎหมายห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่จะยิ่งซ้ำเติมอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่จะทะลักมาล้นหลามแน่นอน 

ทั้งนี้ ปัจจุบันบุหรี่ถูกกฎหมายยังขายได้ แต่บุหรี่เถื่อนกลับครองส่วนแบ่งการตลาดถึงกว่า 25% นอกจากนี้ หากกฎหมายนี้ผ่าน รัฐจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เลย รายได้ที่เคยมีกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปีอาจหายไป และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศแน่นอน 

ผู้ทรงคุณวุฒิที่เสนอกฎหมายนี้ควรพิจารณาผลกระทบในวงกว้างอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันไทยต้องกู้เงินเพิ่มเติมถึงกว่า 4 แสนล้าน การออกกฎหมายที่ขัดขวางการจัดเก็บรายได้รัฐถือเป็นการบั่นทอนการทำงานของทีมเศรษฐกิจอย่างยิ่ง

นายสงกรานต์ ภัคดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า จังหวัดที่มีต้นยาสูบเป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกลับไม่ทราบว่ายาสูบสำคัญกับชาวเพชรบูรณ์อย่างไร การทำยาสร้างรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องคอยลุ้นราคารับซื้อ ไม่ต้องลุ้นว่าผลผลิตจะล้นตลาดไหม ทุกครั้งที่ปลูกก็สามารถการันตีกำไรได้เลย ต่างจากพืชชนิดอื่นที่ต้องคอยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รายได้ที่มั่นคงจากยาสูบได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น 

ปัจจุบันยาสูบเพชรบูรณ์ถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 210-250 ล้านบาทต่อปี หากกฎหมายนี้ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรยาสูบกว่า 2,500 ครัวเรือนในเพชรบูรณ์ และกว่า 23,000ครัวเรือนทั่วประเทศ หากท่านรัฐมนตรีหวังจะเป็นฮีโร่ด้านสุขภาพ คงต้องแลกกับการเป็นผู้ร้ายทำลายชีวิตชาวไร่ยาสูบด้วย

“การแบนผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่มีการเริ่มทำแล้วในต่างประเทศก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการวัดผลออกมาเลยว่าเป็นมาตรการที่ได้ผลจริง ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้จริงหรือไม่ ไม่อยากให้เอาชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบมาแลกกับการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก” 

อย่างไรก็ดี ชาวไร่ยาสูบไทยขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทบทวนมาตรการห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่อย่างรอบคอบอีกครั้ง โดยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงานในไร่ยาสูบกว่า 100,000 คน เพราะการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่เป็นผลดีกับการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่อย่างที่หวัง 

แต่กลับเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจฐานราก รายได้ของประเทศในอนาคต และเพิ่มภาระให้กับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายแทนทั้งนี้ ชาวไร่ยาสูบยืนยันว่าความสุดโต่งไม่ใช่ทางออกของนโยบายสาธารณสุขไทย บทเรียนมากมายในการควบคุมยาสูบเกิดขึ้นและยังไม่ได้รับการแก้ไข 

และชาวไร่เป็นคนกลุ่มแรกที่รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ขอให้รัฐพิจารณาหามาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ