thansettakij
สหภาพแรงงานยาสูบฯ จี้รัฐล้างบางทุนเทาบุหรี่เถื่อน หลังทำเสียหายกว่า 2.4 พันล้าน/ปี

สหภาพแรงงานยาสูบฯ จี้รัฐล้างบางทุนเทาบุหรี่เถื่อน หลังทำเสียหายกว่า 2.4 พันล้าน/ปี

16 ก.พ. 2569 | 03:31 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 03:31 น.

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบจี้รัฐล้างบางขบวนการทุนเทาบุหรี่เถื่อน หลังทำเสียหายกว่า 2.4 พันล้านบาทต่อปี แฉกลยุทธ์นำเข้าผ่านชายแดน

KEY

POINTS

  • สหภาพแรงงานยาสูบฯ เผยสถานการณ์บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงถึง 25% ของตลาดทั้งหมด ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี และส่งผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบและผู้ค้ารายย่อย
  • ขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนผ่านชายแดนภาคใต้ ใช้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าทั่วประเทศผ่านบริษัทขนส่งพัสดุ และจำหน่ายอย่างเปิดเผยผ่านช่องทางออนไลน์
  • เรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามขบวนการอย่างจริงจัง โดยพุ่งเป้าไปที่การจัดการแพลตฟอร์มออนไลน์และระบบขนส่ง ควบคู่ไปกับการใช้กฎหมายฟอกเงินและอุดช่องโหว่กฎหมายสินค้าผ่านแดน

นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยตัวเลขจากการสำรวจการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 พบว่า ยังมีอัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายสูงมากถึง 25% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดในประเทศ คิดเป็นจำนวนมหาศาลกว่า 700 ตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้าไทย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างรุนแรงในหลายมิติ

ขบวนการบุหรี่เถื่อนข้ามชาติปรับตัวเร็ว ยกตัวอย่างยี่ห้อที่เป็นที่นิยมอันดับ 1 ในขณะนี้อาจมีต้นทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรืออินโดนีเซีย เข้าสู่เวียดนามเพื่อลักลอบมาขายในประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ มีการพบบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันนี้แถบปะลิศและเคดาห์ของมาเลเซียซึ่งมีพรมแดนติดจังหวัดสงขลา 

รวมทั้งแอบขึ้นฝั่งที่จังหวัดนราธิวาสหรือปัตตานี แล้วส่งต่อมาที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วผ่านระบบขนส่งพัสดุของบริษัทขนส่งของรัฐและบริษัทขนส่งของเอกชน และส่งขายหน้าร้านในจังหวัดภาคใต้ผ่านสต็อกเคลื่อนที่บนรถตู้กระบะทึบ หลังได้รับคำสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายและโฆษณาอย่างโจ๋งครึ่มโดยเฉพาะ Facebook ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแต่ทำไมกลับปล่อยให้ดำเนินการอยู่ได้

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบุหรี่เถื่อนใน 3 ด้าน ประกอบด้วย รายได้รัฐ ปัญหาที่เกิดกับห่วงโซ่อุตสาหกรรม และความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายเพราะบุหรี่ทุกซองจะสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีอบจ. ซึ่งเมื่อบุหรี่เถื่อนเข้ามาตีตลาด แน่นอนว่ารัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเหล่านี้ไปกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี 

สหภาพแรงงานยาสูบฯ จี้รัฐล้างบางทุนเทาบุหรี่เถื่อน หลังทำเสียหายกว่า 2.4 พันล้าน/ปี

นอกจากนี้ เมื่อบุหรี่ถูกกฎหมายขายยาก ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันดับแรกก็คือชาวไร่ยาสูบ และร้านค้ารายย่อย ที่ผู้ประกอบการน้ำดีสู้ราคาไม่ได้ ขณะที่มาเฟียบุหรี่เถื่อนกลับท้าทายกฎหมายทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะมีผลงานการจับกุมอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากต้นปี 2568 ที่เคยพุ่งไปถึง 28.1% แต่ทำไมถึงไม่ลดลงไปมากกว่านี้ทั้งที่มีปัจจัยภายนอกที่ควรจะทำให้การลักลอบยากขึ้น เช่น ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หรืออุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมหลักของบุหรี่เถื่อนที่ส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยเป็นปลายทาง และเป็นประเทศของการส่งสินค้าผ่านแดนเพื่อไปยังประเทศที่ 3 ต่อไป

“นี่คือปัญหาที่แท้จริงที่ถูกซุกไว้ใต้พรม หากรัฐบาลยังมองแค่การสกัดกั้นหน้าด่านแต่ไม่จัดการกับเส้นเลือดใหญ่อย่างแพลตฟอร์มออนไลน์ และการส่งพัสดุ ปัญหานี้จะไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดหรือภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ภารกิจปราบปรามทุจริตและสินค้าเถื่อนต้องเป็นวาระเร่งด่วนเทียบเท่าปัญหาสแกมเมอร์ รัฐบาลรับรู้ตัวเลขความเสียหายรวมกว่า 31,000 ล้านบาทอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการที่เข้มข้นจริงจัง”

ส่วนแนวทางการจัดการกับปัญหาบุหรี่เถื่อนในปี 2569 นั้น จำเป็นต้องขยายการปราบปราม สืบสวนสอบสวน ถอนรากถอนโคนขบวนการ และเพิ่มมาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดโดยเฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน ควบคู่ไปกับการเพิ่มการตรวจสอบร้านค้ารายย่อย การลาดตระเวนทั้งแนวชายแดนทางบกและทางทะเล 

อีกทั้งควรมีการทบทวนแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผ่านแดน การสำแดงเท็จ ที่เป็นช่องโหว่ให้บุหรี่เถื่อนวนกลับเข้ามาขายในประเทศไทยได้ และการตัดวงจรดังกล่าวโดยต้องมีการสั่งให้แพลตฟอร์มออนไลน์หยุดการโฆษณาการขายบุหรี่เถื่อนและหามาตรการในการปิดกั้นและกลั่นกรองเพจและร้านค้าที่ผิดกฎหมายโดยแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบไม่ใช่ปล่อยปะละเลยแบบในปัจจุบัน

“จะรอให้ความเสียหายทะลุ 3 หมื่นล้านไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว รัฐต้องปกป้องผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายและประชาชนไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มผู้ทุจริตได้บั่นทอนผลประโยชน์ของผู้ที่เคารพกฎหมาย รวมถึงบนความบอบช้ำของเศรษฐกิจไทย”