thansettakij
การยาสูบฯ วางเป้าปี 69 สร้างรายได้ 6 พันล้าน รุกตลาดต่างประเทศ

การยาสูบฯ วางเป้าปี 69 สร้างรายได้ 6 พันล้าน รุกตลาดต่างประเทศ

13 ก.พ. 2569 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.พ. 2569 | 09:09 น.

การยาสูบฯ วางเป้าปี 69 สร้างรายได้ 6 พันล้าน คาดกำไร 455 ล้านบาท รุกตลาดส่งออก ปรับสัดส่วนรายได้ต่างประเทศพุ่ง 40% ในปี 75

นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 ยสท. ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “เป็นองค์กรชั้นนำด้านยาสูบ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาธุรกิจร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และดำเนินงานตามหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยวางเป้าธุรกิจมีรายได้ 6,344 ล้านบาท และมีเป้าหมายสร้างรายได้จากพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ  379 ล้านบาท คาดว่าจะมีกำไร 455 ล้านบาท

สำหรับปีงบประมาณ 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของ ยสท. ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ ยสท. จะเร่งปรับโครงสร้างรูปแบบธุรกิจจากการพึ่งพารายได้จากบุหรี่เพียงอย่างเดียว สู่การเป็นองค์กรที่มีการขยายธุรกิจที่หลากหลาย โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศมากขึ้น เป็น 40% ภายในปี 2575 จากปัจจุบันรายได้ต่างประเทศอยู่ 15%

“เราจะปรับโครงสร้างธุรกิจ ครอบคลุมทั้งธุรกิจยาสูบ การส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ”

ขณะเดียวกัน ยสท. จะดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างจริงจัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมยืนยันบทบาทขององค์กรในการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของรัฐในระยะยาว

นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.)

ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 ยสท. ยังสามารถประคองเสถียรภาพองค์กรและสร้างการเติบโตจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกและธุรกิจใหม่ ซึ่งมีกำไร 500 ล้านบาท และยสท. ได้จัดตั้ง “สำนักส่งออกและตลาดต่างประเทศ” ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ขององค์กร เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร 

“ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การสร้างเครือข่ายคู่ค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ”

ขณะเดียวกัน การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว 

ส่งผลให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าทั้งองค์กรได้ถึง 9.8 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ในมิติด้านสังคม (Social) ยสท. ให้ความสำคัญกับการดูแลและส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว หรือแรงงานในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 100,000 คน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งเสริมการเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP และการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ใบยาสูบที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค 

นอกจากนี้ ยสท. ยังสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกที่ถูกกฎหมายกว่า 400,000 รายทั่วประเทศ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนผลักดันมาตรการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน