
สหรัฐฯ บีบไทยปลดล็อก “ยานยนต์-ยา-เกษตร” ก่อนปิดดีลต่างตอบแทน
USTR กดดันไทย เร่งปลดล็อก มาตรฐานยานยนต์-ยา-เครื่องมือแพทย์ จี้แก้อุปสรรคการค้าก่อนปิดดีลต่างตอบแทน หลังข้อมูลการค้าไทย-สหรัฐฯ พุ่ง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ อ้างซ่อนปมปัญหาที่ไม่ใช่ภาษี ฉุดโอกาสสินค้ามะกัน
ท่ามกลางตัวเลข การค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งทะลุหลัก 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ แต่เบื้องหลังตัวเลขที่น่าประทับใจนี้ กลับมีรายการอุปสรรคทางการค้าที่ยาวเหยียด ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเร่งแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลักที่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การยอมรับมาตรฐานยานยนต์ของสหรัฐฯการอนุมัติยาและเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังคงเป็นปมปัญหามาอย่างยาวนาน
รายงานประเมินสถานการณ์ทางการค้าประจำปี 2569 ของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนภาพรวมของความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย
ขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนที่คาดว่าจะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าในวงกว้างมากขึ้น ภายใต้กรอบข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อตุลาคม 2568 นั้น ไทยได้ให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจนหลายประการ และหนึ่งในคำมั่นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุดคือการแก้ไขอุปสรรคที่มิใช่ภาษีศุลกากรในภาคยานยนต์ ยา และเครื่องมือแพทย์
สำหรับประเด็นมาตรฐานยานยนต์เป็นหนึ่งในอุปสรรคทางเทคนิคที่สหรัฐฯ ผลักดันให้ไทยแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง รายงาน USTR ระบุอย่างชัดเจนว่าไทยกำลังปรับมาตรฐานยานยนต์ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปี 2501 ของคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติสำหรับยุโรป หรือ UNECE Regulation 1958
แต่กลับไม่ยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Federal Motor Vehicle Safety Standards หรือ FMVSS และมาตรฐานการปล่อยมลพิษของสหรัฐฯ ว่าเพียงพอสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดภายในประเทศไทย
การไม่ยอมรับมาตรฐาน FMVSS นี้สร้างกำแพงที่ชัดเจนต่อการส่งออกยานพาหนะและชิ้นส่วนยานพาหนะของสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดไทย เพราะรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ และผ่านการรับรองตามมาตรฐาน FMVSS ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับในระดับสากลนั้น ไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายในไทยได้โดยตรง แต่ต้องผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองตามมาตรฐาน UNECE อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสร้างภาระต้นทุนและความซับซ้อนที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ส่งออกชาวอเมริกัน
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ การที่ไทยยอมรับมาตรฐาน FMVSS จะเป็นการเปิดโอกาสให้รถยนต์อเมริกันเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะรถยนต์ในกลุ่มปิกอัพขนาดใหญ่และ SUV ที่อเมริกามีความเชี่ยวชาญในการผลิต ซึ่งถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีตลาดในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ ที่ผู้ผลิตชาวอเมริกันกำลังพัฒนาและต้องการขยายตลาดในภูมิภาคนี้
เช่นเดียวกับประเด็นยาและเครื่องมือแพทย์ก็เป็นอีกหนึ่งกำแพงสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยรื้อถอน รายงาน USTR ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ไทยต้องยอมรับใบรับรองขององค์การอาหาร และยาสหรัฐฯ หรือ FDA และการอนุมัติทางการตลาดก่อนหน้าสำหรับอุปกรณ์การแพทย์และยาว่าเพียงพอสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของไทย ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่ไทยได้ให้ไว้ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนในเดือนตุลาคม 2568
ปัจจุบัน ยาและเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตในสหรัฐฯ แม้จะได้รับการอนุมัติจาก FDA ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการยอมรับทั่วโลก ก็ยังต้องผ่านกระบวนการอนุมัติซ้ำจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยอีกครั้งหนึ่ง กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับบริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ของอเมริกันที่ต้องการเข้าสู่ตลาดไทย
ความสำคัญของประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติทางการค้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยของประชาชนไทยด้วย เพราะหากกระบวนการอนุมัติยาและเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ ใช้เวลานาน อาจทำให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับการอนุมัติของ FDA โดยตรงหรือมีกระบวนการที่รวดเร็วกว่า
ดังนั้นการที่ไทยให้คำมั่นว่าจะยอมรับใบรับรองของ FDA และการอนุมัติทางการตลาดก่อนหน้าว่าเพียงพอสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของไทย หมายความว่าในอนาคต ยาและเครื่องมือแพทย์ ที่ผ่านการอนุมัติจาก FDA แล้วควรจะสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทดสอบหรือพิสูจน์ประสิทธิภาพซ้ำอีกครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรมีกระบวนการที่ง่ายและรวดเร็วกว่าปัจจุบันอย่างมาก
รายงาน USTR ยังเน้นย้ำถึงอุปสรรคนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ ในไทยยังมีความซับซ้อนและยืดเยื้อโดยเฉพาะมาตรฐานสุขอนามัยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ และข้อพิพาท “สารแรคโตพามีน” แม้ Codex Alimentarius Commission กำหนดให้ใช้ได้ภายใต้ค่า MRLs แต่ไทยยังจำกัดการนำเข้าเครื่องในวัวที่ใช้สารดังกล่าว
ขณะที่เนื้อหมูปัญหาหนักขึ้น แม้ไทยเคยรับปากยกเลิกแบนหลัง Codex กำหนดค่าMRL แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่กำหนดเกณฑ์ ทำให้หมูสหรัฐฯ ถูกปิดตลาด ส่งผลให้สหรัฐฯตัดสิทธิ GSP ไทยราว 1 ใน 6 ตั้งแต่ปลายปี 2563
ล่าสุดสหรัฐฯ ยังไม่พอใจความล่าช้า หลังกรมปศุสัตว์ยังไม่ได้เผยแพร่หรือแจ้งข้อกำหนดและขั้นตอนการนำเข้าที่อนุญาตให้ซัพพลายเออร์สหรัฐฯรายใดเข้าถึงกระบวนการอนุมัติเป็นรายสถานประกอบการ ทำให้คำขอเข้าถึงตลาดตกอยู่ในความไม่แน่นอนและจำกัดโอกาสสำหรับการส่งออกเนื้อสัตว์แปรรูปของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ







