กนง.ส่งสัญญาณแรง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงสะดุดยาวจากภาษีสหรัฐฯ

05 ม.ค. 2569 | 08:17 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 08:17 น.

เปิดรายงาน กนง. ล่าสุด ชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงรอบด้าน วัฏจักรลากยาวขึ้น ผสมโครงสร้างเปราะปราง มีความเสี่ยงเพิ่มจากภาษีสหรัฐฯ หวั่นถูกเก็บสินค้าผ่านแดนเพิ่มขึ้น ซ้ำบาทแข็งกดดันส่งออก

รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 12 และ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย

เมื่อคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน

ทั้งนี้จากการประเมินของ กนง. พบว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2% แต่ภาพที่น่ากังวลคือเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ปิโตรเคมีและยานยนต์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ

อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่คาดว่า อาจส่งผลให้ GDP ปรับลดลง 0.1–0.2% และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2569

สำหรับปี 2569–2570 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% และ 2.3% ตามลำดับ ปัจจัยกดดันหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ โดยเริ่มเห็นกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็นมากขึ้น

ขณะที่ภาคส่งออกเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ แม้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้จากอุปสงค์ของ Data Center

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยวัฏจักรที่ทอดยาวขึ้นควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้าง  รวมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

คณะกรรมการ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยวัฏจักรที่มีแนวโน้มทอดยาวขึ้นควบคู่กับปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านภาคต่างประเทศ กนง. ระบุว่า การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก อาทิ ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถูกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) และมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ อาจออกมาเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า

ขณะเดียวกัน อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มแผ่วลง โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้าและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

ส่วนการลงทุนภาคเอกชนเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งสถานการณ์อุทกภัยและความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นด้านการบริโภคและการลงทุน

ขณะที่ การปรับตัวของภาคธุรกิจในระยะต่อไปจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง อาทิ โครงสร้างประชากร ทักษะแรงงาน และปัญหาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ

นอกจากนี้ กนง. เห็นว่า ความเสี่ยงเชิงนโยบายยังเพิ่มขึ้นจากความเป็นไปได้ที่กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจล่าช้ากว่าคาด ขณะที่เศรษฐกิจและการเงินโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและลุกลามมาสู่เศรษฐกิจไทยได้

ประเด็นที่คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลอย่างมากคือ การแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ นอกจากนี้ยังกระทบต่อรายรับในรูปเงินบาทของภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย

ที่มาของความผันผวนค่าเงินบาท  กนง. พบว่าธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของ กลุ่มผู้ค้าทองคำ มีสัดส่วนสูงถึง  20% ในบางช่วง

ธปท. จึงได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการเรียกตรวจหลักฐานการซื้อขายทองคำจริง และเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม

ขณะเดียวกัน ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง (uneven growth) โดยความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจ SMEs และภาคการผลิตอื่นๆ ตกอยู่ในภาวะเปราะบาง สินเชื่อในระบบยังคงหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและมีหนี้เสีย (NPL) ในระดับสูง

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ กนง. เห็นว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องมีการผสมผสานมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด โดยจะเริ่มดำเนินการ 2 โครงการสำคัญตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ได้แก่:

  1. โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มุ่งแก้ปัญหาหนี้ไม่มีหลักประกันมูลค่าต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท
  2. โครงการ “SMEs Credit Boost” กลไกค้ำประกันสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อต่ำเกินเป้าและความเสี่ยงภาวะเงินฝืด อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะอยู่ที่ -0.1% และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% ในปี 2570 สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลงตามราคาน้ำมันโลกและมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ

แม้ กนง. จะประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แต่จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศปรับลดลงและเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ