thansettakij
thansettakij
'ศุภจี' ตั้งคณะทำงานพิเศษ แจงข้อมูล USTR จับตา 3 สินค้าเสี่ยง ถูกสหรัฐฯ งัดมาตรการ 301

'ศุภจี' ตั้งคณะทำงานพิเศษ แจงข้อมูล USTR จับตา 3 สินค้าเสี่ยง ถูกสหรัฐฯ งัดมาตรการ 301

12 มี.ค. 2569 | 10:10 น.
อัปเดตล่าสุด :12 มี.ค. 2569 | 10:45 น.

สหรัฐ เปิดไต่สวนไทยตามมาตรา 301 ปมกำลังผลิตส่วนเกิน กระทบ 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง “ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์ชี้แจง USTR พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามใกล้ชิด

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เริ่มกระบวนการตรวจสอบไทยภายใต้มาตรา 301 จากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกระทบต่อนโยบายการดึงฐานการผลิตกลับประเทศและการจ้างงานของสหรัฐฯ
  • สินค้า 3 กลุ่มที่อยู่ในข่ายการพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักร, และยาง ซึ่งถูกมองว่ามีส่วนทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
  • หากสหรัฐฯ พบว่านโยบายของไทยไม่เป็นธรรม อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีศุลกากร หรือจำกัดการนำเข้าสินค้า
  • กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อเตรียมข้อมูลชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางภาษี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า สหรัฐฯเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ในประเด็นสภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า หากพบว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่ายไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติ

โดยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทย โดยมุ่งตรวจสอบการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่อาจก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิต ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน

สำหรับเหตุผลที่สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณา พบว่าไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

 

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ว่าไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ

โดยภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐพิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” (Unreasonable or Discriminatory) USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐ

 

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐ เคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100%” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า  ได้สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์อยู่ร่วมคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซ็กเตอร์ รวมถึงแนวทางการขี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม