thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ออกมาตรการอุ้ม 4 กลุ่ม 11 เม.ย.นี้ รับมือวิกฤตพลังงาน

‘เอกนิติ’ ออกมาตรการอุ้ม 4 กลุ่ม 11 เม.ย.นี้ รับมือวิกฤตพลังงาน

09 เม.ย. 69 | 13:07 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 13:32 น.

‘เอกนิติ’ กางแผนอุ้ม 4 กลุ่มเป้าหมาย ‘ขนส่ง-ประมง-เกษตร-เปราะบาง’ รับมือวิกฤตพลังงาน ชงครม. ไฟเขียว 11 เม.ย.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงในการประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ว่า มาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อนั้น

จะเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation)

ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์นั้น กลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อตัดวงจรผลกระทบที่จะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่

พิเศษเพื่อตัดวงจรผลกระทบที่จะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

  • กลุ่มภาคขนส่ง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด่านแรกเนื่องจากใช้พลังงานสูง หากต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าทุกประเภทขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
  • กลุ่มประมง รัฐบาลเล็งช่วยเหลือเรื่องน้ำมันสำหรับการออกเรือหาอาหารทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาอาหารทะเลพุ่งสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและรายได้ของชาวประมง
  • กลุ่มเกษตรกร นอกจากน้ำมันแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มขาดแคลนและราคาแพงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลาง
  • กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม. นัดพิเศษในวันเสาร์นี้ (11 เมษายน 2569) เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพโดยเฉพาะ

"วิกฤตนี้เป็นวิกฤตทั้งโลก ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อม ใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก ดังนั้น เราจะต้องป้องกันไม่ให้เจอวิกฤตเช่นนั้นอีก"
ยึด "กองทุนน้ำมัน" เป็นเครื่องมือหลักแทนการลดภาษี

ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะใช้ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เป็นด่านแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป ส่วนข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตนั้น ในเชิงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตมีผลลัพธ์ไม่ต่างจากการใช้เงินจาก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เข้าไปพยุงราคา เนื่องจากทั้งสองอย่างเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้สูงเกินไปจนกระทบต่อประชาชนเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ยังมีความจำเป็นต้องเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อความต่อเนื่องของงบประมาณสวัสดิการ เนื่องจากภาษีสรรพสามิตถูกใช้เป็นรายได้สำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนในมิติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เช่น ด้านสาธารณสุขและงบประมาณโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกปี 

“ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเพิ่มสูงขึ้นทุกปี หากลดรายได้จากภาษีส่วนนี้ลง อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพของคนไทยในภาพรวมได้“