thansettakij
thansettakij
ADB ประเมินสงครามตะวันออกกลางทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน

ADB ประเมินสงครามตะวันออกกลางทุบเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน

10 เม.ย. 69 | 01:08 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 69 | 01:24 น.

ADB ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย กด GDP ปี 2569 โตเพียง 1.8% ต่ำสุดในอาเซียน จากพิษพลังงานแพง ท่องเที่ยวชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และแรงส่งส่งออกที่กำลังจะหมดลง

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยแพร่รายงาน Asian Development Outlook ประจำเดือนเมษายน 2569 ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปี กระทบต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาวะการเงินโลก

ภายใต้สถานการณ์ที่ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ADB คาดการณ์ว่า GDP ของเอเชียและแปซิฟิกกำลังพัฒนาจะขยายตัว 5.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 ชะลอลงจาก 5.4% ในปี 2568

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 ปี 2569 GDP อาจร่วงลงเหลือเพียง 4.7% และในกรณีรุนแรงสุดที่ราคา Brent พุ่งถึง 155 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP ภูมิภาคอาจต่ำกว่าคาดถึง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่าคาดถึง 3.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเพียงราคาพลังงาน เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญอย่างยูเรียและแอมโมเนีย ซึ่งส่วนใหญ่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักจึงกดดันต้นทุนการเกษตรและราคาอาหาร

นอกจากนี้ภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ขณะที่การท่องเที่ยวและเงินโอนจากแรงงานในตะวันออกกลางก็มีแนวโน้มชะลอตัว

สำหรับประเทศไทย ADB ประมาณการ GDP ปี 2569 เพียง 1.8% ต่ำที่สุดในอาเซียน โดยมีแรงกดดันจากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวและแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่กำลังจะหมดลง ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 2.0% ในปี 2570

ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียยังขยายตัวได้ดีที่ 7.2% และ 5.2% ตามลำดับ ส่วนอินเดียยังเป็นดาวเด่นของภูมิภาคด้วย GDP คาดอยู่ที่ 6.9%

ADB ประเมินว่าปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 2.4% ลดลงจาก 2.9% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.9 ล้านคนในปี 2568 ลดลงจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 และยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 40 ล้านคน

ปัจจัยสำคัญคือนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ท่ามกลางการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 2.7% ชะลอลงจาก 4.4% ในปีก่อน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 86.8% ของ GDP

ในด้านราคาสินค้า ปี 2568 ไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อเฉลี่ยติดลบ 0.1% จากราคาพลังงานโลกที่ลดลงและมาตรการรัฐในการตรึงราคาไฟฟ้าและน้ำมัน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ ADB คาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ 1.3%

ในด้านการส่งออก แม้ปี 2568 จะเติบโตได้ถึง 11.9% โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ แต่ในปี 2569 แรงส่งนี้จะหมดลง ขณะที่ไทยต้องรับมือกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อัตราชั่วคราว 10% พร้อมภาษีเฉพาะสินค้าเพิ่มเติมและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าที่ยังคงสูง

นอกจากนี้เส้นทางเดินเรือที่ถูกรบกวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนขนส่งและประกันภัยอีกด้วย

ด้านการท่องเที่ยว ADB ประเมินว่าจะยังมีความไม่แน่นอนสูงตลอดปี 2569 เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบเส้นทางบิน ต้นทุนการเดินทาง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางการแข่งขันระดับภูมิภาคที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ADB ชี้ว่ายังมีปัจจัยบวกบางส่วน โดยการลงทุนภาคเอกชนปี 2568 เริ่มฟื้นตัวในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับ BOI เพิ่มขึ้น 66% ในแง่มูลค่าจากปีก่อน นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายตัวในระยะยาว

ADB ระบุว่าความเสี่ยงขาลงที่สำคัญของไทย ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อจำกัดด้านการคลังจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นแตะ 65.1% ของ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังต้องการการแก้ไขด้านการยกระดับทักษะแรงงาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าในประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล