thansettakij
thansettakij
สศช.รับเศรษฐกิจไทย 69 เสี่ยง Stagflation ปรับฉากทัศน์ GDP เหลือ 0.2-1.4%

สศช.รับเศรษฐกิจไทย 69 เสี่ยง Stagflation ปรับฉากทัศน์ GDP เหลือ 0.2-1.4%

10 เม.ย. 69 | 01:01 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 69 | 01:01 น.

สศช. เปิดสัญญาณอันตราย เศรษฐกิจไทย ปี 69 เสี่ยง Stagflation เศรษฐกิจตกต่ำแต่เงินเฟ้อพุ่งแรง ปรับฉากทัศน์ GDP ใหม่เหลือโตแค่ 0.2-1.4% หากสงครามตะวันออกกลางลากยาว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุชว่า สภาพัฒน์ได้จัดทำฉากทัศน์ (Scenarios) เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ ใหม่ โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

ล่าสุดสถานการณ์ได้ลากยาวมากกว่า 1 เดือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลก โดยอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขในการเจรจา เช่น การขอให้ถอนฐานทัพออกจากภูมิภาคนี้ ซึ่งถือเป็นท่าทีเริ่มต้นของการเจรจากับสหรัฐและอิสราเอลแต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ ส่งผลถึงราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปัจจุบัน มีความผันผวนสูงตามกระแสข่าว

โดยหลังจากที่ราคาปรับสูงขึ้นมากแต่เมื่อมีสัญญาณการชะลอตัวของการโจมตี หรือข่าวการพิจารณาเปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันในทุกตลาดจะดิ่งลงทันที อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลดีเพียงช่วงสั้นๆ แต่หากความขัดแย้งยังไม่จบลงอย่างถาวร เพราะจะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

นายดนุชา กล่าวว่า สศช.ได้จัดทำฉากทัศน์ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากเดิมก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2% ระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% โดยประเมิน 4 ฉากทัศน์ที่สำคัญ ดังนี้

ฉากทัศน์ที่ 1

สถานการณ์กระจายตัวทั่วภูมิภาค และสิ้นสุดลงใน 2 เดือน โดยเกิดสงครามในหลายสมภูมิในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีกลับของอิหร่าน การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติมจากในปัจจุบัน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางทำได้น้อยลง น้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่อุปทานน้ำมันทยอยกลับเข้าสู่ตลาดปกติได้เร็ว ราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นแค่ชั่วคราว โดยระดับราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดเงินทุนผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7%

ฉากทัศน์ที่ 2

สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 3-5 เดือน ในฉากทัศน์นี้สงครามจะขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบในภูมิภาค รวมถึงการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อขึ้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 105 – 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะทำให้อุปทานพลังงานในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับราคาพลังงานที่ปรับขึ้นจนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งขึ้น ห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบบางส่วน (supply chain disruption) หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.9% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.4%

ฉากทัศน์ที่ 3

สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และยืดเยื้อ 6-9 เดือน หรือยืดเยื้อไปจนถึงเดือน พ.ย.ปีนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่าน และกลุ่มพันธมิตร กับสหรัฐ รวมทั้งอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตร ขยายวงกว้างครอบคลุมประเทศต่างๆไปในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางไม่สามารถฟื้นตัวได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยทั้งปี 135 – 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ฉากทัศน์นี้เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางแนวโน้มการขาดแคลนพลังงาน และอาหาร supply chain disruption จะขยายตัวในวงกว้าง เกิดการกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองขั้นอำนาจ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมาก เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.2% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 5.8%

ฉากทัศน์ที่ 4

เกิดสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบ โดยมีประเทศพันธมิตรเข้าร่วม นำโดยประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป จีน และรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งหากเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ท่ามกลางการขาดแคลนพลังงานและอาหาร และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยต่อเนื่อง

ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันทางการทหารในพื้นที่ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นเพิ่มขึ้น ซึ่งหากเกิดภาวะสงครามตามฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เศรษฐกิจจะยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ สศช. ประเมินว่าจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงตาม ทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและไปฉุดรั้งความต้องการซื้อ (Demand) ของประชาชนให้หดตัวลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้มีโอกาสเกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ขึ้นได้

นอกจากนี้หากปัญหายังยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติก ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป

ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันรัฐบาลควรมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายดนุชา ยอมรับว่า ในสภาวะปัจจุบันการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยาก โดยมาตรการที่ออกมาควรเป็นมาตรการเพื่อช่วยภาระค่าครองชีพมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อหล่อเลี้ยงให้ความต้องการซื้อในระบบยังพอขับเคลื่อนไปได้ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับแรงกระแทก

“สิ่งสำคัญภาครัฐต้องเริ่มมีการสื่อสารให้ประชาชนเริ่มมีการปรับตัว และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ และกระทบหลายส่วนอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องหามาตรการรองรับ ขณะที่ประชาชนต้องมีการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นเช่นกัน” นายดนุชา กล่าว