thansettakij
thansettakij
กรมพัฒน์ คลอดมาตรการสกัดตั้ง 'นอมินี' ดึงเทคโนโลยีตรวจจับ เริ่มใช้ 1 เม.ย.นี้

กรมพัฒน์ คลอดมาตรการสกัดตั้ง 'นอมินี' ดึงเทคโนโลยีตรวจจับ เริ่มใช้ 1 เม.ย.นี้

13 มี.ค. 2569 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มี.ค. 2569 | 06:43 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมออกมาตรการใหม่สกัด “นอมินี” หลังตรวจเข้มเอกสารการเงินทำการจดทะเบียนลักษณะดังกล่าวลดลง 66% คาดเริ่มใช้ 1 เม.ย.นี้

KEY

POINTS

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดกั้นการใช้ "นอมินี" โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2569
  • มาตรการใหม่จะเพิ่มความเข้มงวดโดยเน้นตรวจสอบฝั่งผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นหลัก และนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยง
  • พื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา และสมุย รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในบางจังหวัด

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสกัดการใช้ “นอมินี” หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจสอบเอกสารทางการเงินและแหล่งที่มาของเงินลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลให้การจดทะเบียนบริษัทในลักษณะดังกล่าวลดลงถึงร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่ามาตรการคัดกรองการถือหุ้นที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของการใช้นอมินีได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังพบช่องโหว่บางส่วนที่อาจเปิดโอกาสให้มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติได้อยู่ กรมฯ จึงอยู่ระหว่างพิจารณาออกคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยจะเน้นการตรวจสอบฝั่งผู้ถือหุ้นคนไทยเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ มาตรการใหม่มีเป้าหมายสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายกับการรักษาบรรยากาศการลงทุนของประเทศ โดยคาดว่าจะประกาศใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจสอบ โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

สำหรับพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา และสมุย ซึ่งมีการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังรวมถึงธุรกิจภาคเกษตรในพื้นที่อย่างจันทบุรีและราชบุรี ซึ่งพบการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกผลไม้และการแปรรูปสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังติดตามโครงสร้างการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าปัจจุบันมีบริษัทประมาณ 780,000 แห่งที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นในสัดส่วนต่ำกว่า 50% ซึ่งถือเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังต้องเฝ้าระวังกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ และระยอง ซึ่งธุรกิจจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และบริการรองรับชาวต่างชาติ ในบางพื้นที่ เช่น จันทบุรีและราชบุรี พบว่าการร่วมลงทุนมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเกษตรและผลไม้ 

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีการหารือเชิงนโยบายเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยอาจพิจารณาปรับกติกาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำของห้องชุด หรือการกำหนดเงื่อนไขด้านภาษีเพิ่มเติม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติและการไม่กระทบต่อกำลังซื้อของคนไทย