
ลุยกวาดล้าง 'นอมินีพัทยา' สั่งปิด 4 บริษัททัวร์ พบพิรุธกว่า 100 ราย เอาผิดทั้งไทย–ต่างชาติ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน บุกตรวจธุรกิจท่องเที่ยว–อสังหาฯ เมืองพัทยา พบสัญญาณ “นอมินี” ผิดปกติจำนวนมาก สั่งเพิกถอนใบอนุญาตทันที 4 บริษัท พร้อมขยายผลเชิงลึกกว่า 100 นิติบุคคล
KEY
POINTS
- หน่วยงานภาครัฐร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยาเพื่อปราบปรามธุรกิจนอมินี โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์
- สั่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัททัวร์ 4 แห่งทันที หลังตรวจสอบพบว่ามีสัดส่วนกรรมการไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
- พบคนไทยต้องสงสัยเป็นนอมินีถือหุ้นในบริษัทกว่า 100 แห่ง และมีนิติบุคคลต่างด้าวอีก 146 รายในชลบุรีที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบเชิงลึก
- ยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดทั้งคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือและชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าปราบปรามธุรกิจ “นอมินี” อย่างเข้มข้น โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญด้านการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ พบความผิดปกติจำนวนมาก และเริ่มดำเนินการทางกฎหมายทันที
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18–20 มีนาคม 2569 กรมฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ลงพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นนอมินี โดยมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ปฏิบัติการเริ่มจากการเข้าตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายจำนวน 4 แห่ง ซึ่งมีลักษณะใช้สถานที่ตั้งเดียวกันจดทะเบียนหลายบริษัท รวมถึงพบกรณีคนไทยเพียงรายเดียวถือหุ้นในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือให้การสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
กรมฯ ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน และหากพบว่ามีการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะกรณีการใช้โครงสร้างนอมินีที่บิดเบือนการแข่งขัน และสร้างความเสียเปรียบให้ผู้ประกอบการไทย
ในส่วนของธุรกิจนำเที่ยว พบความผิดปกติชัดเจนในนิติบุคคล 4 ราย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ส่งผลให้สัดส่วนกรรมการไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 เจ้าหน้าที่จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทันที โดยบริษัทที่ถูกสั่งปิด ได้แก่ บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด และบริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด
ขณะเดียวกัน ยังตรวจพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้ามาดำเนินกิจการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้ามตามบัญชีหนึ่ง (9) ของกฎหมาย โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลเชิงลึก และหากพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ จากการคัดกรองข้อมูล พบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีนิติบุคคลต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวนถึง 146 ราย ซึ่งบางส่วนอาจเข้าข่ายต้องห้ามโดยเด็ดขาด หรือจำเป็นต้องได้รับอนุญาตก่อนประกอบกิจการ ส่งผลให้ต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ย้ำว่า ปัญหานอมินีถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เนื่องจากทำให้การแข่งขันในตลาดบิดเบือน และกระทบต่อผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยกรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบและปราบปรามอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเตือนคนไทยที่มีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้คนต่างด้าวกระทำผิดให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าวทันที
ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดจะมีโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ หรือร่วมถือหุ้นแทน อาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา 36 ส่วนคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 37 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยังมีโทษปรับรายวันอีก 10,000–50,000 บาท จนกว่าจะยุติการกระทำผิด
การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนสัญญาณชัดว่า ภาครัฐเอาจริงกับการจัดระเบียบธุรกิจต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และมีความเสี่ยงสูงต่อการใช้โครงสร้างนอมินีแฝงตัวดำเนินธุรกิจ หากการตรวจสอบขยายผลพบการกระทำผิดในวงกว้าง อาจนำไปสู่การ “ล้างบาง” ธุรกิจนอมินีครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ของไทยในระยะถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ






