thansettakij
thansettakij
ผู้ว่าธปท.ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงคลัง แจงปมเงินเฟ้อติดลบ-ดอกเบี้ยต่ำสุด

ผู้ว่าธปท.ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงคลัง แจงปมเงินเฟ้อติดลบ-ดอกเบี้ยต่ำสุด

26 มี.ค. 69 | 09:07 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 09:07 น.

ผู้ว่าธปท. ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.คลัง ชี้เงินเฟ้อติดลบต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่อง ย้ำยังไม่ใช่เงินฝืด แต่สะท้อนเศรษฐกิจอ่อนแรง พร้อมคงดอกเบี้ยต่ำหนุนฟื้นตัว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ทำหนังเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมา และ 12 เดือนข้างหน้าต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน

สาระสำคัญของจดหมายฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ -0.3% และมีแนวโน้มจะยังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย 1-3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องจัดทำจดหมายชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามหลักเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกัน

ประเด็นสำคัญที่ ธปท. เน้นย้ำ คือ แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำและติดลบในบางช่วง แต่สถานการณ์ดังกล่าว “ยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด” เนื่องจากราคาสินค้าและบริการโดยรวมไม่ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในวงกว้าง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวก และความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย

สาเหตุของเงินเฟ้อต่ำในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ชี้ว่าเกิดจาก “ปัจจัยด้านอุปทาน” เป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกและผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ เช่น การลดค่าไฟฟ้า ก็มีส่วนกดดันเงินเฟ้อให้ต่ำลง

 

ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ก็เป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะข้างหน้า ธปท. ประเมินว่าเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้น และมีโอกาสกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แต่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากผลของราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลกที่อาจหยุดชะงัก

ในบริบทดังกล่าว นโยบายการเงินจึงต้องเดินอยู่บน “เส้นบาง” ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพราคา โดย กนง. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องรวม 6 ครั้งนับตั้งแต่ปลายปี 2567 จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำใกล้เคียงช่วงวิกฤตโควิด-19

ธปท. ระบุว่า ระดับดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่า “ผ่อนคลายเพียงพอ” ต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะปานกลาง ขณะเดียวกันก็ยังไม่ต่ำจนเกินไปจนเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน