
เกณฑ์ใหม่ ธปท. คุมเข้มธุรกรรมเงินสด สกัดฟอกเงิน-ภัยดิจิทัล กระทบใครบ้าง?
สรุปชัด ประกาศ ธปท. ใหม่ล่าสุด คุมเข้มธุรกรรมเงินสด-เช็คเงินสด เริ่ม 1 เม.ย. 69 บังคับสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนทุกครั้ง หากถอนเกิน 5 ล้าน/วัน ต้องทำ EDD ตรวจสอบเข้มข้น สกัดฟอกเงินและภัยทุจริตดิจิทัล อ่านรายละเอียดที่นี่"
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับการเฝ้าระวังธุรกรรมเงินสด เพื่อปิดช่องโหว่การฟอกเงินและการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะในยุคที่ภัยทุจริตดิจิทัลและการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้น จึงออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสียงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
สรุปสาระสำคัญ: หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงธุรกรรมเงินสด
1. ธุรกรรมที่เน้นเป็นพิเศษ
ประกาศนี้มุ่งเน้นไปที่ธุรกรรมที่ทำให้เกิดการ "เบิกถอนเงินสด" ออกจากระบบเป็นหลัก เนื่องจากติดตามเส้นทางได้ยากที่สุด:
- การถอนเงินสดโดยตรง
- การขอออกเช็คเงินสด (Cashier's Cheque)
- การนำเช็คเงินสดมาขึ้นเงิน (ระบุผู้ถือ)
2. มาตรการ "ยืนยันตัวตน" (KYC/CDD)
สถาบันการเงินต้องจัดให้มีการแสดงตน "ทุกครั้ง" ที่ทำธุรกรรมเงินสด:
- ที่สาขา: ต้องใช้บัตรประชาชน/พาสปอร์ต, เบอร์โทรศัพท์/อีเมล, และลายมือชื่อ (หากเป็นรายใหม่ต้องขอข้อมูลอาชีพ/ที่ทำงานด้วย)
- ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์: ต้องใช้การยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย เช่น PIN, OTP, หรือ Biometrics (สแกนใบหน้า)
3. การยกระดับการตรวจสอบ (EDD) เมื่อยอดเงินสูง
เกณฑ์สำคัญที่ต้องระวังคือ ยอดรวม 5 ล้านบาทขึ้นไปภายใน 1 วัน:
- ต้องถูกจัดเป็น "ความเสี่ยงสูง" ทันที
- ต้องทำ EDD: ตรวจสอบข้อเท็จจริงขั้นเข้มข้น เช่น ขอเอกสารประกอบวัตถุประสงค์การใช้เงิน, ตรวจสอบแหล่งที่มา, หรือเช็กข้อมูลกิจการ/ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง
- สิทธิ์ในการปฏิเสธ: หากลูกค้าไม่มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ให้ข้อมูล สถาบันการเงิน "ต้องไม่ทำธุรกรรมให้"
4. กระบวนการติดตามและรายงาน
- การตรวจจับ: ต้องมีระบบ Monitoring ตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ (เช่น ความถี่ผิดปกติ หรือยอดเงินไม่สัมพันธ์กับรายได้)
- การเชื่อมโยงภัยไซเบอร์: หากพบว่าเกี่ยวพันกับ "ภัยทุจริตดิจิทัล" ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ Digital Fraud Management ควบคู่ไปด้วย
- การจัดส่งข้อมูล: ต้องส่งรายงานพฤติกรรมผิดปกติให้ ธปท. ตามรูปแบบที่กำหนด
5.ประเด็นที่ต้องจับตา
- วันบังคับใช้: เริ่ม 1 เมษายน 2569 ซึ่งให้เวลาสถาบันการเงินเตรียมระบบประมาณ 1 ปีเศษ
- ความสมดุล: ธปท. เน้นย้ำว่าต้องไม่สร้างภาระแก่ลูกค้าทั่วไปจนเกินควร และต้องดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
- อนาคต: แม้ตอนนี้จะเน้น "ขาถอน" แต่ ธปท. ระบุชัดว่าอาจขยายผลไปถึง "ขาฝาก" และ "การแลกธนบัตร" ในอนาคตหากความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น






