
ธปท.เข้มเบิกถอนเงินสด สั่งแบงก์เช็กตัวตนทุกครั้ง สกัดทุนเทา เริ่ม 1 เม.ย.69
ธปท. ออกเกณฑ์คุมธุรกรรมเงินสด บังคับแบงก์ยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตรวจเข้มธุรกรรมเสี่ยงสูง 5 ล้านบาทขึ้นไป สกัดฟอกเงินและคุ้มครองลูกค้า เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เดินหน้าคุมเข้มความเสี่ยงจาก “ธุรกรรมเงินสด” ของสถาบันการเงิน หลังมองว่า เงินสดยังเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ถูกใช้ปกปิดเส้นทางการเงินและซ่อนแหล่งที่มาของเงินจากการกระทำผิดกฎหมาย
ธปท.จึงออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยง ป้องกันไม่ให้ธนาคารถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมาย และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงินไทย
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับสาระการเปิดรับฟังความคิดเห็นของ ธปท. ที่เน้นการป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางก่ออาชญากรรมทางการเงิน และคุ้มครองลูกค้าที่สุจริตให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรม
สาระสำคัญของเกณฑ์ใหม่นี้ คือ กำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดอย่างรัดกุมกว่าบริการทางการเงินทั่วไป
ระยะแรกจะเน้น “ธุรกรรมเบิกถอนเงินสด” และ “ธุรกรรมเกี่ยวกับเช็คเงินสดที่นำไปสู่การเบิกถอนเงิน” เป็นหลัก เนื่องจากธุรกรรมลักษณะดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงในการถูกใช้เคลื่อนย้ายหรือแปรสภาพเงินจากการกระทำผิดให้ปะปนกับธุรกรรมปกติของประชาชน
ภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว สถาบันการเงินต้องจัดให้ลูกค้าหรือผู้รับมอบอำนาจทอดสุดท้ายแสดงตนหรือยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมเงินสดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่านสาขาทั่วไปหรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
โดยหากทำผ่านสาขา บุคคลธรรมดาต้องแสดงบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง พร้อมข้อมูลติดต่อและลายมือชื่อ ส่วนกรณีนิติบุคคลต้องแสดงหนังสือรับรองบริษัทและข้อมูลติดต่อ
ขณะที่การทำผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ต้องใช้วิธีการยืนยันตัวตนที่มีความปลอดภัย เช่น PIN, OTP, การยืนยันผ่านแอปของธนาคาร หรือข้อมูลชีวมิติ
นอกจากการยืนยันตัวตน ธปท.ยังกำหนดให้ธนาคารต้องสอบถามหรือขอข้อมูลเกี่ยวกับ “วัตถุประสงค์ของการทำธุรกรรมเงินสด” ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้าและธุรกรรม เช่น หากเป็นธุรกรรมมูลค่าสูงกว่าพฤติกรรมปกติของลูกค้า ธนาคารอาจต้องขอข้อมูลหรือเอกสารประกอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันเหตุผลและความจำเป็นของการใช้เงินสด หากลูกค้าไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล ธนาคารต้องไม่ดำเนินธุรกรรมนั้น
จุดที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจนคือ กรณีลูกค้าทำธุรกรรมเงินสดภายใน 1 วัน ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ธปท.กำหนดให้ถือเป็นธุรกรรมความเสี่ยงสูง
สถาบันการเงินต้องยกระดับการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น หรือ Enhanced Customer Due Diligence (EDD) ทันที โดยต้องสอบถามวัตถุประสงค์ของธุรกรรม หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือขอเอกสารเพิ่มเติม รวมถึงข้อมูลกิจการ อาชีพ สถานที่ทำงาน และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงในกรณีลูกค้านิติบุคคล
หากธนาคารไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลในระดับเข้มข้นได้ และลูกค้าไม่สามารถแสดงเหตุผลที่เหมาะสมหรือความจำเป็นของธุรกรรมเงินสดได้ ธนาคารต้องปฏิเสธธุรกรรมนั้น และดำเนินการรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงติดตามคำสั่งจากหน่วยงานที่มีอำนาจต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ธปท.กำหนดให้ธนาคารต้องมีระบบติดตาม ตรวจจับ และตรวจสอบพฤติกรรมการทำธุรกรรมเงินสดของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีแนวทางวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและบันทึกข้อมูลความผิดปกติไว้ในระบบ เพื่อให้สามารถประเมินระดับความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำและทบทวนได้ตามข้อมูลล่าสุด
หากพบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมเดิม หรือไม่มีเหตุผลรองรับ ธนาคารต้องติดตามลูกค้ารายนั้นอย่างใกล้ชิด และใช้มาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
ในกรณีที่ความผิดปกติดังกล่าวเชื่อมโยงกับภัยทุจริตดิจิทัล ธนาคารต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ด้าน Digital Fraud Management ที่ ธปท. กำหนดไว้แล้วด้วย เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงครอบคลุมทั้งมิติของเงินสดและภัยไซเบอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในระบบการเงินพร้อมกัน
ธปท.ยังกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดเก็บข้อมูล เอกสารการแสดงตน เอกสารแสดงวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม และบันทึกพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องไว้ในระบบที่มั่นคงปลอดภัย ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อรองรับการตรวจสอบจาก ธปท. หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ รวมถึงใช้ประกอบการสอบสวน ดำเนินคดี และควบคุมภายในของธนาคารเอง
พร้อมกันนั้น ธปท.ยังเน้นย้ำว่า มาตรการคุมเข้มดังกล่าวต้องไม่สร้างภาระให้ลูกค้าจนเกินควร และธนาคารต้องมีแนวทางดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรม หากภายหลังปรากฏว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดปกติจริง สาระนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ ธปท. เปิดรับฟังความคิดเห็นไว้ก่อนหน้า ซึ่งย้ำเรื่องการคุ้มครองลูกค้าสุจริตควบคู่กับการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน
นอกจากนี้ ธปท. ยังส่งสัญญาณว่า ในอนาคตอาจพิจารณาขยายขอบเขตการกำกับไปยังธุรกรรมเงินสดประเภทอื่นเพิ่มเติม เช่น การรับฝากเงินสด การรับฝากเช็คเงินสดเข้าบัญชี และการรับแลกธนบัตร หากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อให้ระบบการเงินไทยมีมาตรการป้องกันที่รอบด้านมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือ สถาบันการเงินต้องจัดทำและส่งรายงานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติให้ ธปท. ตามรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงอาจต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายกรณี หาก ธปท. ร้องขอ เพื่อให้หน่วยงานกำกับสามารถติดตามดูแลความเสี่ยงได้แบบใกล้ชิดมากขึ้น
ในเชิงอำนาจกำกับ ธปท. ระบุชัดว่า หากพบว่าสถาบันการเงินไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือดำเนินการในลักษณะที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน หรือเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ธปท. สามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม สั่งให้แก้ไข ชะลอ หรือระงับการให้บริการทั้งหมดหรือบางส่วนได้
หลักเกณฑ์ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ ธปท. ในการยกระดับ “แนวป้องกัน” ของระบบธนาคารไทย ท่ามกลางสถานการณ์อาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำทิศทางการกำกับที่ต้องเดินคู่กันระหว่างความปลอดภัยของระบบกับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินในยุคความเสี่ยงสูง






