thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ กางแผนพลิกโฉมเอสเอ็มอี ให้แต้มต่อประมูลงานรัฐ 20%

‘เอกนิติ’ กางแผนพลิกโฉมเอสเอ็มอี ให้แต้มต่อประมูลงานรัฐ 20%

20 มี.ค. 69 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มี.ค. 69 | 05:00 น.

‘เอกนิติ’ กางแผนพลิกโฉมเอสเอ็มอีไทย พร้อมชงครม. อนุมัติให้แต้มต่อประมูลงานรัฐ 20% ชูโมเดล ‘พี่ช่วยน้อง’ ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน สร้างโอกาสคนตัวเล็ก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล คือ การสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ ผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การสร้างโอกาสในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านโครงการ Make in Thailand โดยจะมีการให้แต้มต่อราคาแก่เอสเอ็มอีไทยที่ประมูลงานภาครัฐถึง 20% ทั้งนี้ หากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติทันที

“ยอมรับว่ามีความกังวลเรื่องตัวปลอม หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่แฝงตัวมาในรูปแบบ เอสเอ็มอี เพื่อรับสิทธิประโยชน์ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าฯ ในการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อให้งบประมาณไปถึงมือผู้ประกอบการที่ดีอย่างแท้จริง“

2.เพื่อแก้ปัญหาเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลได้จับมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นำเงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาช่วยค้ำประกันความเสี่ยงเพิ่มเติม 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ จะมีการผลักดันระบบสินเชื่อเครือข่ายธุรกิจ (Supply Chain Finance) ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยนำระบบ E-Invoice มาใช้เพื่อให้ข้อมูลมีความโปร่งใส ลดการฉ้อโกง และสร้างความเชื่อมั่นให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทแม่หรือหน่วยงานรัฐที่มีเครดิตดี

และ 3. รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการพี่ช่วยน้อง ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่ Supply Chain และช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ของ BOI ให้ยืดหยุ่นขึ้น โดยอนุญาตให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น

“เราเล็งเห็นโอกาสจากสถานการณ์โลกที่ไทยวางตัวเป็นกลาง ส่งผลให้มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายประกอบด้วย เกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อาหารสัตว์และโปรไบโอติก, ตลอดจนอุตสาหกรรม Wellness”

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเตรียมระบบต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งจะไม่ใช่เพียงการให้เงินช่วยเหลือ แต่จะมีการเติมทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับพ่อค้าแม่ค้า ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย ช่วยแนะนำช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด หรือวิเคราะห์การซื้อวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจให้กับคนตัวเล็กกว่า 1 ล้านราย และผู้ซื้ออีก 20 ล้านรายในระบบ

“จากการดำเนินนโยบายที่เน้นการลงทุนและประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาเติบโตจากการลงทุนภาครัฐถึง 13.3% และส่งผลให้ตลาดหุ้นสะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเสถียรภาพทางนโยบาย รัฐบาลยืนยันว่าจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านการ Reinvent และการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับภาคเอกชน เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตและก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง“