
เอกนิติ ยึด 3แนวทาง เร่งบริหารจัดการน้ำมัน สร้างความมั่นใจประชาชน
เอกนิติ ยึด3แนวทาง บริหารจัดการน้ำมันสร้างความมั่นใจประชาชน หลัง นายกฯอนุทินเรียกถกด่วน เร่งสื่อสารลดความตื่นตระหนก -เร่งขนส่งกระจายน้ำมันให้เพียงพอ -จัดระบบแยกช่องทางจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้ใช้ร่วมกับประชาชนบริเวณหน้าปั๊ม
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลน
- ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ
- จัดระบบแยกช่องทางจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้มาใช้บริการร่วมกับประชาชนที่สถานีบริการน้ำมัน
กลายเป็นความโกลาหล เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยตื่นตระหนกจากการรับข่าวสารสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง นำมาซึ่งการแห่เติมน้ำมัน ยังสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากความตื่นตระหนกชองประชาชนแล้ว ปัญหาใหญ่ คือเรื่องการบริหารจัดการและขนส่งน้ำมันในประเทศยังไม่ดีพอ
ขณะที่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้สถานีบริการน้ำมันขาดแคลน เพราะภาคอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อย นำรถขนาดใหญ่เข้าเติมน้ำมันหน้าปั๊ม โดยมองว่าราคาถูกและเร็วกว่ารอการขนส่ง เรื่องนี้ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องออกมาดับร้อน
ล่าสุด วันที่15 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 4/2569 เรียกประชุมด่วน โดย มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชี้แจงคณะกรรมาธิการฯ (สส.) ห้อง CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
ในการนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุม(ศบก.) ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางดำเนินการ 3 ประการ ได้แก่
1.การสื่อสารสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าน้ำมันมีเพียงพอ
2.การบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการอย่างมีประสิทธิภาพ
และ3.การจัดระบบแยกช่องทางจัดหาน้ำมันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้มาใช้บริการร่วมกับประชาชนที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและความกังวลของประชาชนได้
“ปริมาณน้ำมันสำรองประเทศไทย ยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยหากนำน้ำมันดิบที่มีอยู่มาก จะสามารถรองรับความต้องการได้ประมาณ 96 วัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการระบบขนส่งและการกระจายไปยังสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอ เปรียบเสมือนตู้เอทีเอ็มที่แม้จะมีเงินสำรองจำนวนมาก แต่หากประชาชนกังวลและแห่ถอนเงินพร้อมกัน ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีเงินไม่เพียงพอ”นายเอกนิติกล่าว
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อาทิ ปตท. โออาร์ พีที และบางจาก ยืนยัน ว่าสต๊อกน้ำมันของประเทศยังมีเพียงพอ แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการการขนส่งและการเติมน้ำมันในบางสถานีบริการอย่างเหมาะสมเท่านั้น ตามภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลในการบริหารจัดการและกระจายน้ำมันให้เกิดความทั่วถึงในหลายพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบจากผู้ใช้บริการคือประชาชน
นายคงกระพัน อินทร์แจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ายืนยันได้ว่าปตท.หาน้ำมันได้พอเพียง และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าโครงการของปตท. มีกำลังการผลิตทั้งหมด 60% ของประเทศยังทำงานได้อย่างเต็มที่มีน้ำมันพอเพียง และมีน้ำมันสำเร็จรูปเป็นสต๊อกให้ภายในประเทศให้ได้ใช้ต่อไป
"การจัดหาน้ำมันดิบของปตท. มีเครือข่ายทั่วโลก ซึ่งมีการเตรียมพร้อมในภาวะวิกฤต สามารถโหลดน้ำมันจากท่าเรืออื่นๆ ที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือการหาแหล่งน้ำมันอื่นๆจากอเมริกา แอฟริกาตะวันตก รวมถึงลาตินอเมริกา จึงยืนยันได้ว่าเราหาได้พอเพียง และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าโครงการของปตท. มีกำลังการผลิตทั้งหมด 60% ของประเทศยังทำงานได้อย่างเต็มที่มีน้ำมันพอเพียง และมีน้ำมันสำเร็จรูปเป็นสต๊อกให้ภายในประเทศให้ได้ใช้ต่อไป" นายคงกระพันกล่าว










