thansettakij
thansettakij
'เอกนิติ' ถกด่วน จับตาตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นฉุดจีดีพีร่วงเกินคาด

'เอกนิติ' ถกด่วน จับตาตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นฉุดจีดีพีร่วงเกินคาด

17 มี.ค. 2569 | 07:12 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มี.ค. 2569 | 07:33 น.

'เอกนิติ' เรียกถกผู้บริหารคลังด่วน จับตาผลกระทบสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นกระเศรษฐกิจไทย ระบุราคาน้ำมันเพิ่ม 10 ดอลลาร์/บาร์เรล ฉุดจีดีพี 0.2%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ได้สรุปฉากทัศน์ว่า สงครามตะวันออกกลางมีโอกาสที่จะยืดเยื้อ เดิมประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบลงภายในระยะเวลา 1 เดือน ผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีของไทยให้ลดลงประมาณ 0.2% 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้เดิมอย่างมาก เนื่องจากความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางยังคงไม่คลี่คลาย สำหรับกระทรวงการคลัง ได้มีการเรียกประชุมด่วนระดับผู้บริหารกระทรวง เพื่อประเมินสถานการณ์และหามาตรการรองรับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ

นอกจากการประชุมในส่วนของกระทรวงการคลังแล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการประชุมของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเข้าร่วมสังเกตการณ์และแสดงความเห็นต่อทิศทางราคาพลังงานที่จะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป 

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลวางแนวทางในการใช้เครื่องมือบริหารราคาน้ำมันตามลำดับความสำคัญ โดยเริ่มจากการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวหลัก หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายจะพิจารณาการออกพ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติม และลำดับสุดท้ายคือการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากปัจจุบันต้องการรักษาเสถียรภาพของรายได้รัฐ ซึ่งการลดภาษีน้ำมันดีเซลและเบนซินทุก ๆ 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อรายได้รัฐประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน 

สำหรับปัจจุบันกองทุนน้ำมันมีกรอบวงเงินกู้ตามกฎหมายอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท โดยได้ดำเนินการกู้ไปแล้ว 20,000 ล้านบาท ทำให้ยังมีวงเงินเหลืออีก 20,000 ล้านบาท ในการบริหารจัดการ สำหรับประเด็นที่กองทุนติดลบ 12,000 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงการติดลบทางบัญชี เนื่องจากรอบการเคลียร์เงินกับคู่ค้าจะทำเดือนละครั้ง ซึ่งรอบถัดไปจะอยู่ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเมษายน และหากราคาน้ำมันโลกลดลงในช่วงนี้ ตัวเลขติดลบก็อาจจะลดลงได้เมื่อถึงเวลาจ่ายจริง 

ขณะที่กรณีภาคเอกชนมีการเสนอขอให้ลดภาษี 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวมถึงสายการบินที่ขอให้ลดภาษีน้ำมันเครื่องบินนั้น ภาครัฐพร้อมพิจารณา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องสะท้อนไปถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่ต้องลดลงด้วย ไม่ใช่บริษัทเก็บกำไรไว้เอง

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะรัฐบาลมีเครื่องมือในการบริหารจัดการ และกองทุนน้ำมันเคยผ่านช่วงวิกฤตที่ติดลบกว่าแสนล้านบาทมาแล้ว การบริหารจัดการในปัจจุบันจึงยังอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ โดยขอให้รอฟังรายละเอียดที่ชัดเจนจากการแถลงของรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง