thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ เตรียมออกมาตรการ รับมือวิกฤตพลังงาน พร้อมลุย ‘คนละครึ่งพลัส’

‘เอกนิติ’ เตรียมออกมาตรการ รับมือวิกฤตพลังงาน พร้อมลุย ‘คนละครึ่งพลัส’

18 มี.ค. 69 | 08:01 น.
อัปเดตล่าสุด :18 มี.ค. 69 | 08:07 น.

‘เอกนิติ’ เตรียมมาตรการอุ้มประชาชน-ธุรกิจ เจอวิกฤตพลังงาน ศึกษาลดภาษีน้ำมัน-คลอดพ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้-เก็บภาษีลาภลอย ลุย ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟส 2

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานมีความผันผวน จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ได้สั่งการกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ศึกษามาตรการดูแลประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้วจะเดินหน้าทันที

สำหรับปัจจุบันรัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากกองทุนน้ำมันถึงขีดจำกัดแล้ว ได้พิจารณาทางเลือกที่จะเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ผ่านแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การออกพ.ร.ก. เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน รวมทั้งการศึกษาออกภาษีลาภลอย

นายเอกนิติ กล่าวว่า แต่ในช่วงรัฐบาลรักษาการนั้น ยังคงมีข้อจำกัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ก็สั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว เพื่อให้เดินหน้าต่อได้ทันที เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“เราได้สั่งการให้กระทรวงการคลังศึกษาแนวทางบรรเทาผลกระทบไว้ทุกทาง รวมทั้งโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ยืนยันว่า ฐานะการคลังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตยังเกินเป้าอยู่“

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังได้กล่าวถึงการเร่งปรับตัวสู่เกณฑ์ใหม่ จากความไม่แน่นอนของโลก โดยเปรียบเทียบว่า หากในยุค 1980 โลกใช้ “ค่าเงิน” เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจจนเกิดการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย แต่ในปัจจุบัน “ภูมิรัฐศาสตร์”  และ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” ได้หลอมรวมกัน โดยมีการนำภาษีและมาตรการทางการค้ามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจแทน

ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ต้อง “เติบโต” ได้ในเกมใหม่ ผ่าน  3 แนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. การดึงดูด FDI และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เป้าหมายสำคัญคือการดึงอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เกษตรสมัยใหม่ และ Food Processing โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เฉพาะทาง (Probiotics) ซึ่งไทยมีวัตถุดิบต้นน้ำอย่างอ้อยและมันสำปะหลังที่ได้เปรียบ  นอกจากนี้ ยังต้องใช้โมเดลสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงานไทยให้เป็นระดับสากล 

2. การวางรากฐาน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพด้าน Data Center เป็นอันดับ 6 ของโลกและเป็นผู้นำในอาเซียน แต่โจทย์ใหญ่คือการไม่เป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (ใช้ไฟและน้ำของไทย) แต่ต้องต่อยอดสู่ Cloud Service และ AI Service เพื่อให้ธุรกิจไทยได้ประโยชน์จริง อย่างไรก็ตาม การสร้าง "Data Foundation" จะต้องได้ทั้งมาตรฐานข้อมูล (Data Standard) และระบบการแชร์ข้อมูล เพื่อให้นำ AI ไปใช้ในภาคสาธารณสุขและการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Energy)

โดยในยุคที่พลังงานฟอสซิลมีราคาสูงและมีความผันผวน พลังงานสะอาดกลายเป็นปัจจัยตัดสินหลักของนักลงทุน  ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานสายส่ง และเปิดระบบ Direct PPA เพื่อให้เอกชนสามารถผลิตและซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรม Bioplastic เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและยกระดับราคาสินค้าเกษตรไทย 

อย่างไรก็ดี การที่จะเดินหน้าทั้งหมดนี้ได้ การขับเคลื่อนนโยบายที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ 3 สิ่ง คือ ได้แก่ 1. การเติบโตที่ทั่วถึง 2. วินัยทางการคลัง โดยการลงทุนต้องคุ้มค่าและรักษาความเชื่อมั่นในระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP และ 3. การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน