
จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง
'นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน' จับตารัฐบาลใหม่เร่งผลักดันเป็นนโยบายแรก เดิมพันค่าครองชีพคนกรุงเทพฯ – ปริมณฑล เช็คความพร้อมกระทรวงคมนาคม เตรียมศึกษาแนวทางและข้อกฎหมาย
KEY
POINTS
- จับตา นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ภายใต้พรรคภูมิใจไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล
- แนวทางการดำเนินงานคือการเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายให้เป็นของรัฐ (Single Ownership) และผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้สามารถกำหนดราคาค่าโดยสารได้
- กรมการขนส่งทางรางกำลังศึกษาโมเดลค่าโดยสารแบบแบ่งโซน (Zonal Fare) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายปี 2569 ท่ามกลางข้อกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลัง พร้อมข้อเสนอให้หารายได้สนับสนุนโครงการ
“นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ของพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นสัญญาณที่ประชาชนจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น กระทรวงฯ ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันนโยบายนี้ออกมาทันทีเป็นวาระแรก
โมเดลเบื้องต้นที่วางไว้คือการคิดค่าโดยสารแบบแบ่งโซน ไม่เกิน 40 บาทสำหรับการเดินทางในโซนที่กำหนด และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากข้ามโซน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็บริหารภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างสมดุล
สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านที่แบกค่าเดินทางมานานหลายปี คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "นโยบายนี้ดีแค่ไหน" แต่คือ "ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร" หากราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยปรับลดลงเพื่อลดค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกัน
คนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้อะไรจากนโยบายนี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุชัดว่า "คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในโซนที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางไปกลับอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงจากเดิมพอสมควร"
สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ที่มองว่าหากค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกลง ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์โดยตรง "ถ้าค่าใช้จ่ายโดยรวมมันถูกกว่าเดิม ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้อยู่แล้ว มันก็เป็นข้อดี มันก็ช่วยได้เยอะ"
ทั้งนี้หากการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดสำเร็จ กรมการขนส่งทางราง ประมินว่าผู้ที่เดินทางไกลจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 50-80 บาทต่อวัน จากเดิมที่ต้องแบกรับสูงถึง 130-200 บาท ซึ่งถือเป็นการลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ
แผน Single Ownership และตั๋วร่วม
อย่างไรก็ดีการผลักดันนโยบายราคา 40 บาทเดินได้จริงในทุกสาย ล่าสุด กระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเร่งเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าให้ครบทุกสาย ตามหลักการจัดทำการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสม
โดยจะให้เอกชนคู่สัญญาเดิมเป็นผู้กู้เงินมาใช้เป็นค่าซื้อคืนสัมปทาน รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ และจะมีสถาบันการเงินทำหน้าที่ดูแลการจัดสรรรายได้
ควบคู่กันนี้ กระทรวงฯ จะเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสารในบัตรใบเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้คนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างเป็นรูปธรรม
ศึกษาโมเดล 'โซนนิ่ง' เสนอปลายปีนี้
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดเก็บค่าโดยสารแบบ Zonal Fare เพื่อให้ครอบคลุมเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสรุปผลการศึกษาเสนอต่อกระทรวงคมนาคม ภายในปลายปี 2569
โมเดลที่กำลังศึกษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การแบ่งโซนตามพื้นที่หรือสถานี (Area-based Zone) และการคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Zone) โดยรูปแบบหลังนายพิเชฐมองว่ามีความเป็นธรรมและเข้าใจง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องระยะทาง
ทั้งนี้ข้อมูลสถิติพบว่าคนกรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 8 สถานี หรือราว 11.25 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 20-25 นาที ดังนั้นหากกำหนดฐานเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
นอกจากนี้กรมฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าเขตพื้นที่รถติด เพื่อให้การแบ่งโซนของรถไฟฟ้าและรถยนต์ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดความสับสนของประชาชน และสร้างระบบขนส่งเมืองที่บูรณาการอย่างแท้จริง
อย่าให้นโยบายดีกลายเป็นประชานิยม
อย่างไรก็ดี ศ.ดร.อรรถกฤต เตือนว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือนโยบายนี้กลายเป็นประชานิยมที่ปราศจากความยั่งยืนทางการคลัง กุญแจสำคัญที่จะทำให้นโยบายยืนระยะได้อยู่ที่คำถามเดียว นั่นคือ "รัฐจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า" เพราะเมื่อรัฐเข้าซื้อคืนสัมปทานและกำหนดราคาต่ำกว่าทุน ภาระผลต่างนั้นย่อมตกอยู่บนบ่าของภาครัฐโดยสมบูรณ์ โจทย์จึงไม่ใช่แค่ดีหรือไม่ดี แต่คือยั่งยืนหรือไม่ต่างหาก
ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอแนวทางที่น่าสนใจในการหารายได้เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นศักยภาพของ "ภาษีบาป" อย่างภาษีบุหรี่และสินค้าที่มีโทษต่อสุขภาพ ซึ่งการเก็บภาษีเหล่านี้ให้มากขึ้นไม่เพียงเพิ่มรายได้รัฐ แต่ยังช่วยลดปัญหาสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน รวมถึงภาษีโซเดียม ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหากนำรายได้เหล่านี้มาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็อาจเป็นทางออกที่เซฟที่สุด โดยไม่กระทบประชาชนกลุ่มอื่น
"อยากให้เป็นนโยบายที่ make sense ว่าคุณทำแล้วคุณก่อหนี้ แล้วคุณก็มีเงินที่จะสำรองมาจ่ายในระยะยาว แต่ว่าอย่าไปเพิ่มภาษีอะไรก็ตามที่กระทบต่อประชาชนในอนาคต" ศ.ดร.อรรถกฤต ระบุ
อย่างไรก็กีในระยะเฉพาะหน้า ยังมีประเด็นสำคัญที่รอความชัดเจน นโยบาย 40 บาทตลอดวันระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2569 นั้น ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะได้รับการต่ออายุหรือไม่ ขณะที่กระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดก็ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการตั้งคณะกรรมการเจรจาที่ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน
ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยอมรับว่า กระบวนการนี้ละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับงบประมาณผูกพันข้ามปี ซึ่งต้องการความรอบคอบอย่างสูง
สุดท้ายแล้ว นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้จริงหรือไม่ ไม่นานจากนี้เราคงได้รู้กัน











