thansettakij
กทม. ปัดฝุ่น 'รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน' 3 หมื่นล้าน เปิดประมูลปี 2571

กทม. ปัดฝุ่น 'รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน' 3 หมื่นล้าน เปิดประมูลปี 2571

10 ก.พ. 2569 | 07:50 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.พ. 2569 | 07:58 น.

กทม.เปิดรับฟังความเห็นเอกชน ลุย 'รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน' ส่วนต่อขยายสายสีลม 3 หมื่นล้านบาท จ้างเอกชนเดินรถ หวังลดภาระงบประมาณ-กดค่าตั๋วราคาเดียว จ่อดึงบีทีเอสซีร่วมทุน ชง ครม. เปิดประมูล ปี 2571

KEY

POINTS

  • กทม. เดินหน้ารื้อฟื้นโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม (บางหว้า-ตลิ่งชัน) มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท โดยเปิดรับฟังความเห็นภาคเอกชนเพื่อร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP
  • มีแนวโน้มสูงที่จะให้ BTSC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายเดิมเป็นผู้เดินรถ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นเอกภาพและควบคุมค่าโดยสารไม่ให้สูงขึ้น
  • คาดว่าจะเสนอโครงการให้ ครม. อนุมัติในปี 2571 เปิดประมูลในปี 2572 และสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ภายในปี 2577

นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม. ได้จัดการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการลงทุนโครงการ (Market Sounding) โครงการศึกษาและวิเคราะห์ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน วงเงิน 30,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในหมวด 4 ส่วนที่ 1 เพื่อนำข้อมูลที่ได้ครั้งนี้มาพิจารณาประกอบการศึกษาและวิเคราะห์โครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หลังจากสัมมนาดังกล่าวแล้วเสร็จตามขั้นตอนกทม.จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปปรับปรุงให้ผลการศึกษามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้รูปแบบปัจจัยความเป็นไปได้ทั้ง เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจในการลงทุน สามารถปฏิบัติได้จริง และเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐได้ผลประโยชน์ที่เหมาะสมคุ้มค่ามากที่สุด 

อย่างไรก็ดีตามขั้นตอนปัจจุบันโครงการฯอยู่ระหว่างการเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากนั้นจะจัดทำรายงานร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในปี 2569 ก่อนเสนอไปยังครม.ปี 71 และเปิดประมูลปี 72 พร้อมเปิดให้บริการปี 77 และเสนอเรื่องต่อครม.เห็นชอบในปี 2571 คาดว่าจะเปิดประมูลภายในในปี 2571 -2572 และดำเนินการก่อสร้างในปี 2572 – 2577 ก่อนเปิดให้บริการได้ในปี 2577

นายสิทธิพร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากทม.ได้มีการศึกษาความเหมาะสมของโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า - ตลิ่งชัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร การวิเคราะห์ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ตลอดจนรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เสร็จแล้วในปี 2559

แต่เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก กรุงเทพมหานคร จึงมีแนวคิดการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน (PPP) ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

“กทม.ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้โอนโครงการรถไฟฟ้าสายนี้ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รับผิดชอบแทน แต่ยังไม่ได้มีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทำให้ยังไม่มีผลบังคับใช้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร” นายสิทธิพร กล่าว

ขณะเดียวกันรูปแบบการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เหมาะสมในโครงการนี้ คือรูปแบบ PPP Gross Cost โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงลงทุนก่อสร้าง ภาครัฐจะเป็นผู้จัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธา 

ส่วนภาคเอกชน จะก่อสร้างงานระบบ และเป็นผู้จัดหาขบวนรถไฟฟ้า ช่วงการเดินระบบและบำรุงรักษาโครงการ (O&M) ภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบการ O&M ทั้งหมดของโครงการ โดยภาครัฐเป็นเจ้าของรายได้ของโครงการ และภาคเอกชนจะได้รับค่าตอบแทน Availability Payment จากรัฐตามเงื่อนไขในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ

“เรามองว่าการจ้างเอกชนเดินรถในรูปแบบการร่วมลงทุนดังกล่าวจะช่วยลดค่าโดยสารให้แก่ประชาชน โดยเป็นการบริหารค่าโดยสารในผ่านค่าโดยสารราคาเดียว อีกทั้งการดำเนินโครงการนี้มีความเหมาะสม หากให้เอกชนมาร่วมลงทุน เพราะเขามีความพร้อมและความสามารถในการจัดการเดินรถ ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของโครงการฯได้” นายสิทธิพร กล่าว 

ส่วนประเด็นที่จะให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิม คือ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้สิทธิลงทุนในโครงการนี้นั้น มองว่าแนวโน้มมีความเหมาะสมเพื่อให้การเดินรถไฟฟ้าสายนี้เป็นเอกชนรายเดียว และลดปัญหาการเปลี่ยนอะไหล่หรืออุปกรณ์ซ่อมบำรุงต่างๆ รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงและโรงจอดรถไฟฟ้า หากเป็นเอกชนหลายรายจะส่งผลกระทบต่อค่าโดยสารของประชาชนแพงขึ้น 

“ในเรื่องนี้ควรมีการเจรจาร่วมกับเอกชนอีกครั้งว่าจะจ้างเดินรถชั่วคราวหรือรวมเป็นสัมปทานเดียวกันกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน โดยที่ผ่านมาบีทีเอสซีได้รับสัมปทานโครงการนี้จากกทม. เริ่มเปิดให้บริการ ปี 2542 อายุสัญญาสัมปทาน 30 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2572 ภายหลังครบอายุสัมปทานบีทีเอสซีต้องส่งมอบทรัพย์สินให้เป็นของกทม.ทั้งหมด” นายสิทธิพร กล่าว 

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 ช่วงบางหว้า – ตลิ่งชัน มีจุดเริ่มต้น ที่จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS บริเวณสถานีบางหว้า โดยแนวเส้นทางจะวิ่งไปทางทิศเหนือ ตามแนวเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ ผ่านทางแยกตัดถนนบางแวก ผ่านทางแยกถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 

 

กทม. ปัดฝุ่น 'รถไฟฟ้าบางหว้า-ตลิ่งชัน' 3 หมื่นล้าน เปิดประมูลปี 2571

 

จากนั้นจะยกระดับข้ามทางแยกถนนบรมราชชนนี และทางด่วนสายกาญจนาภิเษก และมาสิ้นสุดโครงการที่บริเวณทางลาดลงของสะพานข้ามทางรถไฟสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – ตลิ่งชัน ระยะทางรวมประมาณ 7.5 กิโลเมตร รวมจำนวน 6 สถานี ได้แก่ สถานีบางแวก สถานีบางเชือกหนัง สถานีบางพรม สถานีอินทราวาส สถานีบรมราชชนนี และสถานีตลิ่งชัน 

ด้านการออกแบบสถานีทั้ง 6 สถานี เป็นสถานียกระดับ (Elevated Stations) ที่โครงสร้างของทางวิ่งและสถานีก่อสร้างบนเกาะกลางถนนราชพฤกษ์ โดยมีทางขึ้น-ลงสถานี (Entrance) อยู่บนทางเท้า ทั้งบันได บันไดเลื่อน และลิฟต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร 

นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งรายได้จากค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ การเช่าพื้นที่สื่อโฆษณา ร้านค้าในรูปแบบห้องเช่า พื้นที่ติดตั้งตู้ขายของอัตโนมัติ พื้นที่เปิดโล่งสำหรับจัดกิจกรรม เป็นต้น 

อย่างไรก็ดีจากการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายสายสีลม ตอนที่ 3 (บางหว้า-ตลิ่งชัน) พบว่าในปี 2577 หลังจากเปิดให้ใช้บริการจะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 73,000 คนต่อวัน 

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้พบว่ามีเอกชนและบริษัทผู้รับเหมาหลายรายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการลงทุนดังกล่าว เช่น บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM,บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ,บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง (1964) จำกัด และบริษัทซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด