
รัฐบาล แอคชั่นดึงเอกชนรับมือตะวันออกกลางเดือด พลิกวิกฤติเป็นโอกาสลงทุน
'อนุทิน' แถลงผลการหารือหน่วยงานเศรษฐกิจ-เอกชน รับมือตะวันออกกลาง ยันสถานการณ์ยังไม่แน่นอน เชื่อผลกระทบตอนนี้ไทยเอาอยู่ พลิกวิกฤติเป็นโอกาสลงทุน มอบ 'เอกนิติ' เกาะติดใกล้ชิด สศช.คาดหนักสุดฉุด GDP ปี 69 ร่วง 1.3%
KEY
POINTS
- รัฐบาลประชุมร่วมกับภาคเอกชนเพื่อประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวางมาตรการรับมือ
- แม้มีความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ผลกระทบโดยตรงด้านการค้าและการท่องเที่ยวยังมีจำกัด
- มองวิกฤตเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนสู่ไทย โดยชูจุดเด่นด้านความเป็นกลาง ความมั่นคงทางอาหาร และการเป็นศูนย์กลางการแพทย์
- ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง วันนี้ โดยมีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง และภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรับทราบภาพรวมสถานการณ์และการประเมินผลกระทบ รวมทั้งรับฟังข้อเสนอของภาคธุรกิจ
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้เชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนเข้ามาหารือ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงปัญหาและแนวทางในการรับมือ โดยขณะนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ประเทศไทยก็มีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ว่ายังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง โดยรัฐบาลพยายามใช้ทุกวิถีทางในการที่จะสร้างโอกาสประเทศไทย
"ในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เราก็พยายามที่จะสร้างโอกาสเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด โดยได้แจ้งให้ทางตัวแทนภาคเอกชน ทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ประธานสภาหอการค้าไทย และประธานสมาคมธนาคารไทยได้รับทราบถึงสถานการณ์และรับฟังความคิดเห็นข้อชี้แนะแนวทางที่ทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการสนับสนุน" นายอนุทิน กล่าว
สถานการณ์ยังไม่แน่นอน หวั่นกระทบต้นทุน
ทั้งนี้ในภาพรวมทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลังประเมินว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีผลต่อต้นทุนต่าง ๆ ทั้งต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวสูงขึ้นระยะหนึ่งแน่นอน แม้การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกยังมีอยู่สูง
"ตอนนี้เราก็ได้รับทราบมาว่ากลุ่มผลิตน้ำมันโอเปก ก็ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นมา ในส่วนของประเทศไทยเองนนั้นเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน” นายอนุทิน ระบุ
พร้อมหาทางช่วยคนไทยกลับบ้าน
ขณะที่การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแรงงานไทย ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประสานให้สถานทูตแต่ละประเทศอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ให้มีความปลอดภัย สามารถดำรงชีวิตต่อได้กรณีไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทย
แต่ถ้ามีความประสงค์ รัฐบาลจะให้การช่วยเหลือในทุกวิถีทาง โดยประสานกับกระทรวงคมนาคม และกองทัพ ถ้ามีความจำเป็นเร่งด่วนก็ต้องจัดอากาศยานไปรับต่อไป
ประเมินผลกระทรบ 5 ช่องทาง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงผลกระทบทุกมิติ และการเตรียมมาตรการรองรับทั้งในระยะสั้น และวางกลยุทธ์รองรับโลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว สำหรับเรื่องผลกระทบนั้นจากการติดตามสถานการณ์ พบว่า มี 5 ช่องทาง ประกอบด้วย
1.ด้านพลังงาน โดยต้องติดตามสถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันคิดเป้นสัดส่วน 20% ของน้ำมันทั่วโลก เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งจึงส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น แต่สิ่งที่มีการประเมินล่าสุดคือ ราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้นในระยะสั้นประมาณ 5% และปรับลงมาเล็กน้อง ซึ่งขณะนี้ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่มาก ราคาจึงไม่ได้สูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้
อย่างไรก็ดีประเทศไทยได้มีมาตรการรองรับ โดยมีกลไกหลายอย่าง โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้ ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน ดังนั้นในระยะสั้นจึงเชื่อว่ารัฐบาลสามารถดูแลไม่ให้ผลกระทบส่งผลถึงประชาชนได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันเรามีเวลาเพียงพอที่จะไปหาตลาดใหม่ตามที่กระทรวงพลังงานได้รายงาน
2.ด้านการค้า แบ่งเป็นสินค้าและบริการ โดยในด้านสินค้าผลกระทบทางตรงมีไม่มาก เพราะไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึง 10% และนำเข้าประมาณ 8% ส่วนใหญ่คือเป็นน้ำมัน แต่ผลกระทบที่จะเป็นทางอ้อมคือเรื่องค่าระวางเรือและค่าขนส่งต่าง ๆ เมื่อมีสถานการณ์สงครามขึ้น ทำให้การขนส่งได้รับผลกระทบ โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมรองรับในส่วนนี้
3.ด้านการท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงมีไม่มาก โดยมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางแค่ประมาณ 4% เท่านั้น ทำให้ผลกระทบในระยะสั้นไม่ได้มีมาก แต่อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ดังกล่าว อาจเป็นโอกาสในระยะยาวทั้งด้านสายการบินและการเดินทาง ซึ่งเห็นว่านักท่องเที่ยวอาจจะเปลี่ยนทิศทางมาที่ภูมิภาคเอเชีย อาเซียน และประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป
4.ด้านตลาดเงินตลาดทุน ผลกระทบที่เห็นคือเมื่อมีสงครามทุกคนจะวิ่งสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยคือทองคำ แต่ผลกระทบไม่ได้มาก โดยราคาทองคำขึ้นไปไม่ถึง 2% และมีการวิ่งเข้าสู่เงินดอลลาร์ ซึ่งมองเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับตลาดทุน ขณะที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ยังมีสูงเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงในตลาดเงินตลาดทุนได้ และธนาคารพาณิชย์ก็เข้มแข็ง เพราะมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก
5.ด้านแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับผิดชอบดูแลคนไทยที่อยู่ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
วางกลยุทธ์รับมือโลกเปลี่ยน
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกเหนือจาก 5 ช่องทางนี้ นายกฯ ยังได้มอบหมายให้วางกลยุทธ์ด้วยว่าสถานการณ์เช่นนี้เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต้องคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมิติที่คุยกันมีทั้งเรื่องการลงทุนที่จะเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเมืองไทย เรื่องการท่องเที่ยว และเรื่องศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และการวางบทบาทของประเทศไทยให้มีความเป็นกลาง เพื่อให้คว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจได้
“รัฐบาลมีกระสุนเพียงพอรองรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน โดยเครื่องมือหลักที่จะนำมาใช้ดูแล คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้สถานะยังเป็นบวกอยู่ ด้านภาพรวมตลาดหุ้นนั้น ปรับลดลงมาเล็กน้อย ประมาณ 40 จุด ตามทิศทางตลาดโลก” นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นหรือไม่นั้น นายเอกนิติ มองว่า ภาพรวมเงินเฟ้อของไทยในเดือนม.ค.69 ยังติดลบอยู่ ฉะนั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้น ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อสูง ซึ่งเราสามารถบริหารจัดการได้ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จากที่เผชิญแรงกดดันเรื่องบาทแข็ง ยืนยันว่า โดยรวมเสถียรภาพประเทศไทยค่อนข้างเข้มแข็ง
ศุภจี ห่วงผลกระทบทางอ้อม ดันต้นทุนพุ่ง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่าจากการติดตามอย่างใกล้ชิดร่วมกับรองนายกฯ พบว่าผลกระทบโดยตรงในมิติด้านการค้า ทั้งการนำเข้าและส่งออกยังอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้ากับทั้งสองประเทศยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยตัวเลขการส่งออกไปยังอิสราเอลคิดเป็น 0.2% และอิหร่านคิดเป็นเพียง 0.02% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม ซึ่งมีสัดส่วนการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 4-5%
นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะเรื่องระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคยุโรป เนื่องจากอาจมีการปิดเส้นทางขนส่งบางจุด ทำให้ต้องเดินเรืออ้อมระยะทางไกลขึ้น และส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้วางมาตรการหลัก 6 ด้านในการดูแลและติดตามสถานการณ์ ดังนี้
1.บริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยติดตามอย่างใกล้ชิดไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
2.จัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตทดแทน โดยเฉพาะด้านพลังงานที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง,
3.ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ โดยหากผู้ส่งออกติดขัดเรื่องการขนส่ง สามารถติดต่อสายด่วน 1169 ได้ตลอดเวลา
4.ประสานงานด้านโลจิสติกส์ โดยทำงานร่วมกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือเพื่อบริหารจัดการปัญหาการติดขัดในการส่งมอบสินค้า
5.ทูตพาณิชย์เชิงรุก โดยสั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รายงานสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที,
6.วิเคราะห์ภาวะเงินเฟ้อ โดยร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชน
“กระทรวงพาณิชย์ จะทำงานเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการค้าและค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด”
ตั้งศูนย์มอนิเตอร์แรงงงานไทยในตะวันออกกลาง
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และดูแลพี่น้องแรงงานไทยในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด จากรายงานพบว่า กลุ่มแรงงานหลักส่วนใหญ่พำนักอยู่ใน ประเทศอิสราเอล ซึ่งมีจำนวนเกือบ 6,000 ราย
ปัจจุบันแรงงานในกลุ่มประเทศอิสราเอลและอิรักยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่แรงงานไทยที่กระจายตัวอยู่ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงอยู่ในกลุ่มที่เฝ้าระวังและยังทำงานตามปกติ และยืนยันว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขผู้แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับน้อยมาก โดยในส่วนของ อิสราเอลมีเพียงประมาณ 10 ราย และในส่วนของประเทศอิหร่านมีประมาณ 40-50 ราย
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ และประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยสูงสุดภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน
สภาพัฒน์ ประเมินหนักสุดฉุด GDP ร่วง 1.3%
นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.ประเมินผลกระทบเบื้องต้นเป็น 2 กรณี กรณีแรก หากสถานการณ์มีวงจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสิ้นสุดภายใน 1 เดือน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งกระทบต่อ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมาณการเดิม 2% เหลือ 1.6%
แต่ในอีกกรณี หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีการปิดช่องแคบฮอร์มุส ส่จะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กรณีนี้จะส่งกระทบต่อ GDP ไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจากประมาณการเดิม 2% เหลือ 1.3% เท่านั้น
ส.อ.ท. ชี้วิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้เอกชนจะกังวลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ไทยใช้ลำเลียงน้ำมันถึง 60-70% แต่จากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่น พบว่าไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 60 วัน และมีแผนสำรองในการจัดหาจากแหล่งอื่นหากเกิดปัญหาขึ้น จึงเชื่อว่าในด้านปริมาณจะไม่ส่งผลกระทบ แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือระดับราคาน้ำมันที่อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์
ส่วนของผลกระทบด้านการส่งออก นายเกรียงไกรระบุว่า ได้หารือกับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งสินค้าไปอิหร่านและตะวันออกกลาง เช่น อาหารแปรรูป ยางรถยนต์ และสินค้าเกษตร พบว่าในช่วงสั้นยังไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยอดการส่งออกและนำเข้าโดยตรงกับอิหร่านยังมีมูลค่าไม่สูงนัก โดยในปีที่ผ่านมาไทยมีการค้าทวิภาคีกับอิหร่านประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า
ทั้งนี้ ส.อ.ท. มองเห็นโอกาสใน 2 ด้านหลัก คือ 1.ความมั่นคงทางอาหาร โดยกลุ่มประเทศ GCC ทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง มีความต้องการความมั่นคงทางอาหารสูงมาก ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพทางยุทธศาสตร์ที่จะเข้าไปเสริมความต้องการในส่วนนี้ได้ในระยะยาว
2.ศูนย์กลางการลงทุน จากการที่ไทยวางตัวเป็นกลางและเป็นมิตรกับทุกประเทศ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยนายเกรียงไกรตั้งเป้าให้ไทยเป็น "สวิตเซอร์แลนด์ทางการลงทุน" ของภูมิภาค
"เราอยากจะเป็นตัวกลางในการดึงเม็ดเงินลงทุนมาที่ประเทศไทย เหมือนที่สวิตเซอร์แลนด์เคยเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน โดยในวันที่ 6 มี.ค.นี้ จะมีคณะนักลงทุนจากทั้ง 6 ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับการย้ายฐานการผลิตและการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของหลายอุตสาหกรรมไทย”
ทั้งนี้ ประธาน ส.อ.ท. ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่ดำเนินการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้
เตือนรัฐเร่งแก้ "ขาดแคลนแรงงาน" ด่วน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงและขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาค ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งสินค้าทางเรือ โดยเริ่มพบปัญหาเรือไม่เข้าเทียบท่าในบางพื้นที่ และค่าระวางเรือ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทันที แต่สถานการณ์นี้เป็นโอกาสของประเทศไทยในหลายด้าน
ทั้งนี้ด้านการส่งออก สินค้าไทยมีโอกาสขยายตัวในตลาดตะวันออกกลางที่กำลังประสบภาวะขาดแคลนสินค้า โดยอาจใช้เส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรืออ้อมทางแอฟริกาเพื่อเข้าสู่พื้นที่ ด้านการท่องเที่ยว คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปและสแกนดิเนเวียจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากตะวันออกกลางมายังเอเชียและไทยมากขึ้น และศูนย์กลางด้านสุขภาพ: ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Area) สำหรับกลุ่มผู้มีฐานะที่ต้องการพำนักระยะยาวและใช้บริการด้านสุขภาพ
นายพจน์ระบุว่า สัญญาณการเติบโตของไทยมีความชัดเจน เห็นได้จากยอดการลงทุนผ่าน BOI ในปีที่ผ่านมาที่เพิ่มขึ้นถึง 60-70% และยังเติบโตต่อเนื่องในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคมพุ่งสูงถึงกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่อยู่ที่ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดีได้เสนอรัฐบาลเกี่ยวกับอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข แม้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดี แต่อุปสรรคใหญ่ที่ภาคเอกชนกังวลคือภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มร้องเรียนว่าไม่มีแรงงานเพียงพอสำหรับการผลิต หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอาจหยุดชะงัก






