
ย้อนรอยไทม์ไลน์ 14 เดือน ความขัดแย้ง 'ทรัมป์ vs อิหร่าน' สู่สงครามตะวันออกกลาง
เจาะลึก 14 เดือน โดนัลด์ ทรัมป์ ครองเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 อันดุเดือด จากนโยบาย Maximum Pressure 2.0 สู่ปฏิบัติการ Epic Fury ปิดฉากผู้นำสูงสุดอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจล่มสลาย และเดิมพันใหม่ในนาม Board of Peace ที่โลกต้องจับตา
KEY
POINTS
- การกลับมาของทรัมป์ในวาระที่สองเริ่มต้นด้วยนโยบาย "Maximum Pressure" ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน
- ความพยายามเจรจาลับผ่านตัวกลางล้มเหลว นำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อโจมตีโครงการนิวเคลียร์และสังหารผู้นำกองทัพอิหร่าน
- ความขัดแย้งทวีความรุนแรงสู่สงครามเต็มรูปแบบในปฏิบัติการ "Epic Fury" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองและสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวาระที่สอง ถือเป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในตะวันออกกลางอย่างขุดรากถอนโคน
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมลำดับเหตุการณ์สำคัญ ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน นับตั้งแต่การกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 20 มกราคม 2568 ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกรุงเตหะรานว่านโยบายผ่อนปรนในอดีตได้สิ้นสุดลงแล้ว
ทรัมป์เริ่มต้นวาระด้วยการประกาศยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทันทีเพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมพลังงานและเครือข่ายการเงินที่สนับสนุนกองกำลังตัวแทน
การสถาปนาบันทึกความมั่นคงแห่งชาติฉบับที่ 2 (NSM-2)
ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในบันทึกความมั่นคงแห่งชาติฉบับที่ 2 (NSM-2) ซึ่งเป็นกรอบนโยบาย "Maximum Pressure" ภาคต่อที่เข้มข้นกว่าเดิม
นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงแค่การยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ แต่รวมถึงการขจัดอิทธิพลของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกลุ่มตัวแทนอย่างเฮซบอลเลาะห์ ฮามาส และฮูตี โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) ได้รับอำนาจเต็มในการทบทวนใบอนุญาตทั่วไปทั้งหมดและยกเลิกข้อยกเว้นใดๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่ออิหร่าน
การบังคับใช้กฎหมายเริ่มเห็นผลทันทีผ่านการคว่ำบาตรเครือข่าย "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเก่าที่ใช้ลักลอบขนส่งน้ำมันไปยังตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2025 มีการระบุชื่อบุคคลและเรือมากกว่า 30 รายที่เกี่ยวข้องกับการค้าปิโตรเคมีที่ผิดกฎหมาย
ท่าทีของผู้นำสูงสุดอิหร่านและการทดสอบกำลัง
อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมาประกาศในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025 ว่า ข้อเสนอการเจรจาจากวอชิงตันเป็นเรื่องที่ "ไม่ฉลาดหลักแหลมและไม่มีเกียรติ" คำประกาศนี้สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทรัมป์จึงตอบโต้ด้วยการส่งสัญญาณทางทหารครั้งแรกในวันที่ 15 มีนาคม 2025 โดยการสั่งโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงต่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งถูกระบุว่าเป็น "แขนขา" ของอิหร่านที่คุกคามการเดินเรือในทะเลแดง
การทูตผ่านตัวกลางและการเจรจาลับในโอมานและอิตาลี (เมษายน – พฤษภาคม 2025)
แม้ว่าจะมีท่าทีที่แข็งกร้าว แต่ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มกระบวนการเจรจาลับผ่านตัวกลางคือสุลต่านแห่งโอมานในช่วงเดือนเมษายน 2025 โดยทรัมป์ได้ส่ง สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษประจำตะวันออกกลาง เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านส่ง อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศ มาเป็นตัวแทน
รายละเอียดการเจรจา 5 รอบสำคัญ
การเจรจาในช่วงนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยการหยั่งเชิง สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง ขณะที่อิหร่านพยายามใช้กลุ่มตัวแทนเป็นเครื่องต่อรอง
- การเจรจารอบที่ 1 (12 เมษายน 2025, มัสกัต): เป็นการประชุมแบบทางอ้อมในห้องแยกกัน โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานเป็นผู้ส่งสาร อิหร่านเสนอข้อเสนอที่น่าตกใจคือการตกลงที่จะ "แช่แข็ง" กิจกรรมของฮามาส ฮูตี และเฮซบอลเลาะห์เพื่อแลกกับการผ่อนปรนคว่ำบาตร
- การเจรจารอบที่ 2 (19 เมษายน 2025, โรม): ทรัมป์เริ่มแสดงความมั่นใจและกล่าวว่าเขายินดีที่จะพบกับคาเมเนอีโดยตรงหากการเจรจาคืบหน้า
- การเจรจารอบที่ 3 (26 เมษายน 2025, มัสกัต): มีการยกระดับไปสู่การพูดคุยในระดับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก
- การเจรจารอบที่ 4 (11 พฤษภาคม 2025, มัสกัต): จัดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนตะวันออกกลางของทรัมป์ แต่บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ขู่ว่าอิหร่านจะต้องชดใช้อย่างหนักสำหรับการสนับสนุนกลุ่มฮูตี
- การเจรจารอบที่ 5 (23 พฤษภาคม 2025, โรม): โอมานระบุว่ามีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยและไม่สามารถบรรลุข้อสรุปที่ยั่งยืนได้
ในช่วงการเจรจาเหล่านี้ เกิดประเด็นขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ที่เกือบทำให้การทูตล่มสลาย เมื่อทรัมป์เสนอให้เรียก "อ่าวเปอร์เซีย" ว่า "อ่าวอาหรับ" (Arabian Gulf) อย่างเป็นทางการเพื่อเอาใจพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสร้างความเดือดดาลให้กับชาวอิหร่านทุกฝ่ายทางการเมือง จนทรัมป์ต้องกล่าวถอยหลังว่า "ผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกใคร"
วิกฤตนิวเคลียร์และสงคราม 12 วัน (มิถุนายน 2025)
ความขัดแย้งเข้าสู่จุดเดือดสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อความกังวลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเปลี่ยนจากการคาดการณ์ไปสู่ความเป็นจริงที่คุกคามโลก
ในต้นเดือนมิถุนายน 2025 สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่าคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ของอิหร่านเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งทำให้เตหะรานอยู่ห่างจากการมีวัสดุสำหรับระเบิดนิวเคลียร์ 10 ลูกเพียงก้าวเดียว
วันที่ 12 มิถุนายน คณะผู้ว่าการ IAEA ได้ออกมติอย่างเป็นทางการว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านความปลอดภัย
ปฏิบัติการ Rising Lion และ Midnight Hammer
ในวันที่ 13 มิถุนายน 2025 อิสราเอลได้เปิดฉากสงครามก่อนผ่านปฏิบัติการ "Rising Lion" โดยโจมตีฐานทัพและโรงงานนิวเคลียร์ทั่วอิหร่านเป็นเวลาหลายวัน ต่อมาในวันที่ 22 มิถุนายน สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมโดยตรงในสิ่งที่เรียกว่า "Operation Midnight Hammer"
การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้แสนยานุภาพทางอากาศที่รุนแรงที่สุดในทศวรรษ เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 Spirit ได้ใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์น้ำหนัก 30,000 ปอนด์ (GBU-57) โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินที่ฟอร์โดและนาทานซ์ ขณะที่เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กถล่มเป้าหมายในอิสฟาฮาน
ความสูญเสียของอิหร่านในสงครามมิถุนายน 2025
- พลเอก โมฮัมหมัด บาเกรี ประธานเสนาธิการกองทัพอิหร่าน
- พลเอก ฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
- พลเอก กอลาม อาลี ราชิด หัวหน้ากองบัญชาการกลางกองทัพอิหร่าน
- นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูง หลายรายที่เสียชีวิตในการโจมตีเตหะราน
จากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน อิหร่านพยายามตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ ซึ่งสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย ทรัมป์จึงประกาศหยุดยิงในวันที่ 24 มิถุนายน 2025 โดยอ้างว่าโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน "ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว"
มาตรการ Snapback และการล่มสลายของเศรษฐกิจ (กรกฎาคม – พฤศจิกายน 2025)
แม้ว่าการสู้รบจะยุติลงชั่วคราว แต่สงครามเศรษฐกิจและการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลทรัมป์และพันธมิตรยุโรปได้ร่วมมือกันกดดันเตหะรานผ่านช่องทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ในเดือนสิงหาคม 2025 กลุ่มประเทศ E3 (ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ) ได้เริ่มกระบวนการ "Snapback" ภายใต้ข้อตกลง JCPOA ปี 2015 เพื่อคืนมาตรการคว่ำบาตรของ UN ทั้งหมดต่ออิหร่าน แม้ว่าอิหร่านจะปฏิเสธความชอบธรรมโดยอ้างว่าสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงไปแล้ว แต่สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้อนุมัติการบังคับใช้ในวันที่ 28 กันยายน 2025 ซึ่งส่งผลให้การค้าทุกอย่างกับอิหร่านกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในระดับสากล
ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ยังได้สั่งคว่ำบาตรโรงกลั่นนิวเคลียร์ "Teapot" ในจีนเพิ่มขึ้นเพื่อตัดช่องทางการระบายน้ำมันของอิหร่าน การขาดรายได้จากน้ำมันประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกินการควบคุม ทำให้ชาวอิหร่านเริ่มรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบภายใน
การประท้วง "วันพิพากษา" และการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม (ธันวาคม 2025 – มกราคม 2026)
ความพินาศทางเศรษฐกิจนำไปสู่การประท้วงที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 เริ่มต้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2025 เมื่อพ่อค้าในตลาดกรุงเตหะรานเริ่มประท้วงค่าเงินที่ไร้ค่า
การประท้วงได้ขยายตัวจากเรื่องปากท้องไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง ภายในวันที่ 8 มกราคม 2026 ประชาชนนับล้านได้ออกมาบนท้องถนนทั่ว 100 เมือง
คาเมเนอีได้สั่งการให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) และกองกำลังบาซิจ (Basij) ปราบปรามอย่างเด็ดขาดโดยใช้กระสุนจริงและปืนกลติดตั้งบนยานพาหนะ
ข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่สะท้อนถึงความรุนแรงในระดับที่น่าสะพรึงกลัว:
- รัฐบาลอิหร่านยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิต 3,117 ราย
- กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิต 7,000 ราย และถูกจับกุม 26,541 ราย
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และแหล่งข่าวในกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน อ้างว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30,000 ถึง 32,000 ราย
ในวันที่ 13 มกราคม 2026 ทรัมป์ได้ประกาศผ่าน "Truth Social" ว่าเขาได้สั่งยกเลิกการพบปะกับตัวแทนอิหร่านทั้งหมดและสัญญาว่า "ความช่วยเหลือมาถึงแล้ว" สำหรับผู้ประท้วง สหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนย้ายกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford เข้าสู่ภูมิภาคเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เรียกว่า "การแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม
สภาแห่งสันติภาพ (Board of Peace): กลไกใหม่ของอำนาจสหรัฐฯ (กุมภาพันธ์ 2026)
ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์ได้เปิดตัวนวัตกรรมทางการทูตและอำนาจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Board of Peace" (สภาแห่งสันติภาพ) ซึ่งเขากล่าวว่าจะเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้ว่าสภาแห่งนี้จะถูกนำเสนอในฐานะองค์กรเพื่อการฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงคราม แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้เลี่ยงกลไกของสหประชาชาติ (UN) และสร้างพันธมิตรที่พร้อมจะสนับสนุนนโยบายของทรัมป์ในอิหร่าน
องค์ประกอบของสภาแห่งสันติภาพ
- ประธานบริหาร (ตลอดชีพ) โดนัลด์ ทรัมป์ (ไม่สามารถถอดถอนได้เว้นแต่จะมีมติเอกฉันท์)
- คณะกรรมการบริหาร จาเร็ด คุชเนอร์, สตีฟ วิทคอฟฟ์, อาเจย์ บังกา (ปธ.ธนาคารโลก), โทนี่ แบลร์
- คณะกรรมการทั่วไป เบนจามิน เนทันยาฮู, วิกเตอร์ ออร์บัน, ฮาเวียร์ มิเลย์
- ค่าสมาชิกถาวร | 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับแต่ละประเทศที่เข้าร่วม
- งบประมาณเบื้องต้น 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (สหรัฐฯ สนับสนุน 1 หมื่นล้าน)
การประชุมครั้งแรกของสภาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 ถูกใช้เป็นเวทีในการระดมทุนและสร้างความชอบธรรมให้กับการสะสมกำลังพลครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางนับตั้งแต่ปี 2003 โดยมีเครื่องบินรบมากกว่า 1,000 ลำประจำการอยู่ใกล้พรมแดนอิหร่าน
ปฏิบัติการ Epic Fury: การตัดสินใจแตกหัก (28 กุมภาพันธ์ 2026)
เหตุการณ์มาถึงจุดไคลแม็กซ์ในเช้ามืดของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงที่สุดภายใต้ชื่อ "Operation Epic Fury"
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกวิดีโอแถลงการณ์ความยาว 8 นาทีในช่วงเวลาตีสองครึ่ง(ตามเวลาประเทศไทย) ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่ม "ปฏิบัติการรบหลัก" เพื่อกำจัดภัยคุกคามจากระบอบอิหร่านให้สิ้นซาก ปฏิบัติการนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่โครงการนิวเคลียร์เหมือนในเดือนมิถุนายน 2025 แต่มีเป้าหมายหลักคือการ "เด็ดหัว" ผู้นำ (Decapitation Strike)
กองทัพอิสราเอลใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ 30 ลูกถล่มที่พำนักของ อยาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ในเตหะราน ซึ่งในเวลาต่อมา ทรัมป์และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ยืนยันว่า คาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว
การโจมตีครอบคลุม 9 เมืองใหญ่ มุ่งเป้าไปที่ศูนย์บัญชาการของ IRGC, ฐานยิงขีปนาวุธและสนามบินทหาร
กองทัพเรืออิหร่านถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายที่จะต้องถูกทำลายทิ้งทั้งหมดเพื่อรับประกันความปลอดภัยของเส้นทางเดินน้ำมันในอนาคต
อิหร่านตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการยิงขีปนาวุธประมาณ 170 ลูก และโดรนจำนวนมากใส่ฐานทัพสหรัฐฯ และเมืองต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ รวมถึงบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
ภายหลังการโจมตีครั้งใหญ่ที่ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร นักวิเคราะห์มองว่า โลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อสงครามโลกครั้งที่สาม






