thansettakij
thansettakij
สภาพัฒน์ เตือนข้าวไทยเสี่ยง ขีดความสามารถทรุดเทียบตลาดโลก

สภาพัฒน์ เตือนข้าวไทยเสี่ยง ขีดความสามารถทรุดเทียบตลาดโลก

22 ก.พ. 2569 | 08:18 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.พ. 2569 | 08:18 น.

สภาพัฒน์ เปิดข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าวไทยปี 2568 แม้ผลผลิตข้าวเปลือกเพิ่ม แต่มีความเสี่ยงทั้งต้นทุนปัจจัยการผลิตอยู่ในระดับสูง ขีดความสามารถการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลักน่าห่วง

KEY

POINTS

  • ราคาข้าวเปลือกในประเทศตกต่ำสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ทำให้รายได้เกษตรกรลดลงและกระทบต่อความสามารถในการพัฒนาการผลิต
  • ผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูง
  • ราคาส่งออกข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งสำคัญในตลาดโลก ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แม้ปริมาณผลผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้น

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน สถานการณ์ตลาดข้าวไทยในปี 2568 พบว่า ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปริมาณน้ำที่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างเต็มศักยภาพ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตรวมส่งผลต่ออุปทานภายในประเทศและแรงกดดันต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2567/68 อยู่ที่ 74.68 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3.5% เทียบกับการลดลง 1.8% ในปีการผลิตก่อน ตามการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าว ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกของประเทศจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับการลดลง 0.9% ในปีการผลิตก่อน แต่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้น 8.9% ในช่วง 5 ปีการผลิตเฉลี่ยย้อนหลัง (พ.ศ. 2563 - 2567)

ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือก ที่สูงขึ้นนับตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกภายในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ณ ไร่นาอยู่ที่ 6,689 บาทต่อตัน ลดลง 34% เทียบกับการลดลง 24.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 12.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยราคาขายส่ง ข้าวสารเจ้า 5% ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 17,114 บาทต่อตัน ลดลง 15% เทียบกับการลดลง 14.3% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการเพิ่มขึ้น 1.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามราคาขายปลีก ข้าวสารเจ้า 5% ร้านค้าทั่วไป อยู่ที่ 23,606 บาทต่อตัน ลดลง 0.1% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการเพิ่มขึ้น 2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ส่วนต่างราคาระหว่างราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้รับกับราคาขายปลีกข้าวสาร (Price Spread) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

แม้ว่า 91.45% ของต้นทุนการผลิตข้าวสารมาจากราคาของผลผลิตข้าวเปลือกเป็นสำคัญ สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์ของกลไกการส่งผ่านราคา (Price Transmission) และความไม่สมดุลของการกระจายโครงสร้างผลประโยชน์ของห่วงโซ่อุปทานข้าวไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญต้นทุนปัจจัยการผลิตที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคานำเข้าตลาดโลกโดยเฉลี่ยครึ่งหลังของปี 2568 ราคาปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46 – 0 – 0) อยู่ที่ 17,199.83 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.8% เทียบกับการลดลง 3.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 5.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ราคาปุ๋ยเคมี (สูตร 15 – 15 - 15) อยู่ที่ 22,292.83 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 0.1% เทียบกับการลดลง 2.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 3.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ราคาขายผลผลิตปรับตัวลดลง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้สุทธิของเกษตรกร และจำกัดความสามารถในการสะสมทุนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเจ้า ตกต่ำในประเทศ เมื่อพิจารณาจากราคาในตลาดโลกพบว่า ราคาส่งออกข้าวของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญรายอื่น ๆ โดยในปี 2568 ราคาส่งออกข้าวขาว 25% ของไทย (FOB) อยู่ที่ 396.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แม้ว่าจะลดลง 29.2% จากปีก่อนหน้า แต่ราคาดังกล่าวยังสูงกว่าเวียดนาม (354.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) 10.4% และอินเดีย (360.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) 10% ตามลำดับ 

ขณะที่ในด้านปริมาณการผลิตข้าว ประเทศไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดทางด้านผลผลิตต่อพื้นที่ (Productivity) ที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องมายาวนาน โดยทั้งปี 2568 ผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3.08 ตันต่อเฮกตาร์ (491.66 กิโลกรัมต่อไร่) เทียบกับ 3.00 ตันต่อเฮกตาร์ (480.35กิโลกรัมต่อไร่) ในปี 2567 และอยู่ในระดับต่ำกว่าเวียดนาม 6.11 ตันต่อเฮกตาร์ (977.60 กิโลกรัมต่อไร่) และอินเดีย 4.32 ตันต่อเฮกตาร์(691.20 กิโลกรัมต่อไร่) ตามลำดับ 

ความเหลื่อมล้ำด้านผลิตภาพดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตสูงกว่าคู่แข่งและส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา (Price Competitiveness) ของข้าวไทยในตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยเฉพาะการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก กล่าวคือ แม้ปริมาณผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนต่อหน่วยยังอยู่ในระดับสูง และราคาที่เกษตรกรขายได้ยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเพียงพอให้เกิดการสะสมทุนเพื่อปรับปรุงปัจจัยการผลิต เช่น การลงทุนในเครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีการเพาะปลูกหรือการใช้พันธุ์ข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นต้น 

ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

1. นโยบายระยะสั้น (1 – 2 ปี)

มุ่งเน้นบรรเทาผลกระทบรายได้เกษตรกรจากราคาข้าวตกต่ำและต้นทุนสูง อาทิ การส่งเสริมกลไกการบริหารจัดการอุปทานในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพกลไกการส่งผ่านราคา (Price Transmission) ให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างสมดุลมากขึ้น และลดภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 

2. นโยบายระยะกลาง (3 – 5 ปี)

มุ่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วยให้แข่งขันได้ อาทิ การจัดโซนนิ่งและบริหารจัดการพื้นที่ผลิตเชิงรุก สนับสนุนงานวิจัยและกระจายพันธุ์ข้าวมูลค่าสูงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อการประหยัดต่อขนาดในการยกระดับการผลิตและการหาตลาด ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งน้ำกระจายในพื้นที่ทำการเกษตร รวมทั้งบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเหมาะสมทั้งในและนอกเขตชลประทาน 

3. นโยบายระยะยาว (5 – 10 ปี)

สร้างความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้างในตลาดโลก อาทิ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain upgrade) พัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร