

KEY
POINTS
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกของแผนพัฒนาฯ พบว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานหลายส่วน แต่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน
สศช. ระบุถึงสถานการณ์ด้านความยากจน พบว่า ปัญหาความยากจนเริ่มส่งสัญญาณภาวะเรื้อรัง สะท้อนจากแนวโน้มในอดีตสัดส่วนคนจนมักลดลงเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว แต่ในปี 2567 ซึ่งเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สัดส่วนคนจนกลับเพิ่มขึ้น เป็น 3.4 ล้านคน หรือ 4.9% ของประชากรทั้งประเทศจาก 3.4% ในปี 2566
ทั้งนี้ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 (ปี 2562-2566) สัดส่วนคนจนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีกลุ่มเกือบจน (Near Poor) ที่มีรายจ่ายสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20% อีกถึง 4.3 ล้านคน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับไปตกอยู่ในภาวะยากจน
อีกทั้งปัญหาความยากจนยังคงฝังรากลึกในบางพื้นที่ อาทิ จังหวัด ปัตตานีและแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีสัดส่วนคนจนสูงติด 5 อันดับแรกของประเทศอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี
นอกจากนี้ ความยากจนยังเชื่อมโยงกับมิติอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากคนจนส่วนใหญ่มักมีระดับ การศึกษาสูงสุดในช่วงระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และยังกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดในภาคเกษตรกรรม โดยมีสัดส่วนคนจน 9.6% รวมถึงในครัวเรือนที่มีเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดถึง 8.7%
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูง ขณะที่สมาชิกในครัวเรือนที่ต้องดูแลเด็ก อาจมีโอกาสในการทำงานลดลง ส่งผลให้ครัวเรือนเหล่านี้มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกอยู่ในภาวะยากจนยิ่งขึ้น
สศช.ยังระบุถึงการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และมีความพยายามจัดความคุ้มครองทางสังคมและการเข้าถึงระบบสาธารณะสุขให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่น และยกระดับความคุ้มครองทางสังคมในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ตั้งเป้าหมายให้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น มีโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม จนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ และคนทุกช่วงวัยได้รับความคุ้มครอง ทางสังคมที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
ผลการพัฒนาที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มของจำนวนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นลดลงจาก 200,138 ครัวเรือน ในปี 2566 เหลือ 101,905 ครัวเรือน ในปี 2567 โดยสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยากจนได้เพิ่มขึ้นเป็น 5.7% ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ไม่เกิน 4% สะท้อนว่าหลักประกันทางรายได้ที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
อย่างไรก็ดี ในปี 2567 มีจำนวนผู้ที่อยู่ในระบบการออมเพื่อการเกษียณภาคสมัครใจที่ภาครัฐสมทบที่เพิ่มสูงขึ้น คิดเป็น 5.3% จึงอาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ประชาชนให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณมากขึ้น
สำหรับการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา สศช. ยอมรับว่า การลดความยากจนข้ามรุ่นโดยส่วนใหญ่ เน้นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อบรรเทาความยากลำบากในระยะสั้น ควบคู่กับการปรับปรุงแนวทางการระบุและค้นหากลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำมากขึ้น อาทิ
การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรในระบบประกันสังคม และการเสนอให้ขยายความครอบคลุมของเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้า และได้พัฒนากลไกเชิงข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ
ขณะที่ในด้านความคุ้มครองทางสังคม มุ่งเน้นการเพิ่มสิทธิประโยชน์และขยายความครอบคลุมของกลุ่มเป้าหมายและมีความพยายามในการบูรณาการฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางเพื่อให้การจัดสวัสดิการเป็นระบบมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ดีก็ยังข้อจำกัดและความท้าทายในการขับเคลื่อน โดยการลดความยากจนข้ามรุ่นในช่วงที่ผ่านมา พบข้อจำกัดของการขับเคลื่อนที่สำคัญ คือ การขาดแรงจูงใจที่เหมาะสมให้กับหน่วยงานในระดับพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาจากการกำหนดตัวชี้วัดการประเมินผลของหน่วยงานในพื้นที่ไม่เอื้อต่อการทำงาน
รวมถึงการขาดการเก็บข้อมูลติดตามอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Longitudinal Data) ทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ข้อจำกัดที่สำคัญของการจัดความคุ้มครองทางสังคม คือ การบูรณาการระบบความคุ้มครองทางสังคมที่แยกส่วน นำไปสู่การจัดความคุ้มครองทางสังคมที่ซ้ำซ้อนในบางกลุ่มเป้าหมายและขาดแคลนในบางกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบความคุ้มครองทางสังคมและการใช้จ่ายงบประมาณ
แม้หลายภาคส่วนจะเริ่มเห็นความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหา และมีความพยายาม ในการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่การบูรณาการการทำงานตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติ ยังไม่มีความก้าวหน้า เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ อาทิ การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การเชื่อมต่อบริการภายใต้ระบบบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบันที่ทำงานแบบแยกส่วน และระเบียบกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการระบบ