

KEY
POINTS
ปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ยังอยู่ในห้วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 จนปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดแผนการพัฒนาฯ ในปี 2570 และดูเหมือนว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายมิติ อาจจะหลุดเป้าหมายที่ตั้งไว้หลายด้าน
ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการของไทยในช่วงที่ผ่านมา เผชิญกับความท้าทายหลากหลายประการ ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญภายในประเทศ ทั้งทางด้านแรงงาน การลงทุน และผลิตภาพการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับตํ่า โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.3%
สำหรับความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในช่วง 2 ปีแรกของแผนพัฒนาฯ แต่ละด้านมีความก้าวหน้าที่น่ากังวลหลายเรื่อง โดยเฉพาะรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากร ซึ่งตามแผนกำหนดไว้ว่า เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ตั้งเป้าหมายว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวต้องไม่ตํ่ากว่า 9,300 ดอลลาร์/ปี หรือประมาณ 300,000 บาท/ปี แต่ตัวเลขล่าสุดในปี 2567 รายได้ประชาชาติต่อหัวยังอยู่ที่ 7,299.5 ดอลลาร์/ปี ท้าทายเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2570 อย่างมาก
ขณะเดียวกันในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ด้านต่าง ๆ โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) กำหนดเป้าหมายมีค่าเท่ากับ 0.7209 ซึ่งเป็นระดับความก้าวหน้าของคนอยู่ในระดับสูง แต่ล่าสุดปี 2567 มีค่าอยู่ที่ 0.6484 ส่วนทางด้านความแตกต่างของความเป็นอยู่ นั่นคือ ระหว่างกลุ่มคนรวย-คนจน กำหนดเป้าหมายต้องตํ่ากว่า 5 เท่า แต่ล่าสุดปี 2567 อยู่ที่ 5.22 เท่า ถือว่าใกล้เคียงเป้าหมาย
ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำหนดเป้าหมาย ลดลงไม่น้อยกว่า 20% ล่าสุดปี 2567 ปล่อยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1% และในด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล กำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่าอันดับ 15 แต่ล่าสุดปี 2567 อยู่ที่อันดับ 24 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก
สศช. ระบุว่า แนวโน้มของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ตํ่า เกิดจากจุดอ่อนและข้อจำกัดสำคัญที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยสัดส่วนของการลงทุนของไทยอยู่ในระดับตํ่า โดยประเทศไทยขาดการลงทุนเพื่อขยายศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้การลงทุนขยายตัวตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในสาขาที่จำเป็นสำหรับยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผลจากการชะลอตัวของการลงทุนภาครัฐในการขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน ทำให้การลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตสินค้าส่งออกใหม่ ๆ ชะลอตัวลง
อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากปัจจัยแรงงานลดลง เนื่องจากการลดลงของกำลังแรงงานภายใต้การเป็นสังคมสูงวัย โดยวัยกำลังแรงงานของไทยเริ่มลดลงนับตั้งแต่ปี 2559 ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงานลดลง ขณะที่ในด้านคุณภาพของแรงงาน พบว่า การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานยังเป็นไปอย่างล่าช้า
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการของตลาดแรงงาน และคุณภาพของแรงงาน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขาดความเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษาในการออกแบบหลักสูตรเพื่อผลิตผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มีทักษะฝีมือตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะภายใต้แนวโน้มความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการทักษะแรงงานเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นไปอย่างล่าช้า นอกจากนี้ ความต้องการแรงงานบางส่วนจะลดลง เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
ผลิตภาพการผลิตของปัจจัยการผลิตรวม (TFP) เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งต้องอาศัยการผลิตที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่คนไทยเป็นเจ้าของมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับตํ่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยผลิตสินค้าและบริการแบบดั้งเดิมอยู่มาก ในขณะที่ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมากพอ
อย่างไรก็ดีแม้ว่าการวิจัยและพัฒนาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ แต่ปัจจุบันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยยังอยู่ในระดับตํ่า โดยจากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่า ถึงแม้สัดส่วนการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP ของไทย ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากสัดส่วน 0.2% ต่อ GDP ในปี 2543 เป็น 1.2% ต่อ GDP ในปี 2565 แต่ยังคงตํ่ากว่าเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย
สศช. รายงานว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า ภาคอุตสาหกรรมและบริการ ยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีความเปราะบางและกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าในสัดส่วนที่สูงถึง 70% ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าสินค้าและบริการ อยู่ที่ 66.7% ต่อ GDP
นอกจากนี้ ยังพบว่าไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าเพื่อนำมาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่อผลผลิต ขั้นกลางรวมสูงถึง 37.8% ในปี 2564 เพิ่มขึ้นจาก 34.7% ในปี 2558 โดยเป็นการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเป็นสำคัญ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุที่ทำด้วยเหล็ก สะท้อนว่า ในภาคการผลิตของไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ และอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อีกทั้งภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบการรับจ้างผลิต (OEM) และอุตสาหกรรมรูปแบบดั้งเดิม เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรกล ซึ่งต้องอาศัยการพึ่งพิงเทคโนโลยีในระดับปานกลาง และขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการผลิตที่จะสามารถพัฒนาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้วยตัวเองได้ รวมทั้งภาคบริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นภาคบริการแบบดั้งเดิม ซึ่งมีผลิตภาพตํ่าและพึ่งพาการจ้างแรงงานทักษะตํ่าเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ขนาดใหญ่ ประมาณ 40-60% ของ GDP โดยมีแรงงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคส่วนดังกล่าวสูงถึง 21.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 52.7% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน ทำให้แรงงานกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูง รวมถึงส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ และการเพิ่มผลิตภาพแรงงานของประเทศ
นอกจากนี้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ยังมีความเปราะบางทั้งในเชิงโครงสร้าง และขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าจะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการจ้างงาน แต่ยังคงสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตํ่า
การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ สศช. มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพและสามารถรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ โดยปัจจุบันเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในระดับตํ่าเนื่องจากการลดลงของราคาพลังงานและราคาอาหารสด ส่วนตลาดแรงงานยังอยู่ในเกณฑ์ดีสะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ยังตํ่า
ทั้งนี้เห็นได้จากภาพรวมของหนี้อยู่ในเกณฑ์สูง ทั้งหนี้ครัวเรือน โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่ารวม 16.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.8% ต่อ GDP หนี้ภาคธุรกิจขยายตัวในระดับตํ่า เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อยังไม่ฟื้นตัว
ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง โดย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ปีงบประมาณ 2568 ไทยมีหนี้สาธารณะ จำนวน 12.2 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 64.6% ของ GDP) โดยการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของหนี้สาธารณะและมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่กรอบเพดานตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายและการบริหารการคลังในระยะต่อไป
ส่วนของเสถียรภาพด้านต่างประเทศโดยรวมยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ระดับหนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ที่ประมาณ 201.2 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 35.5% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ถือว่ามีเสถียรภาพ และตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาค
อย่างไรก็ตามหากประเทศไทยยังไม่สามารถหาทางปลดล็อกและแก้ปัญหาทั้งหมดได้ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การไปถึงเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เป็นไปด้วยความยากลำบาก และจะส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวด้วย
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,177 วันที่ 22 -25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569