

KEY
POINTS
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเรื่องสำคัญที่คาดว่าน่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อการจัดตั้งรัฐบาล ให้สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้ นั่นคือ การใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2569 งบเหลื่อมปี งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ รวมวงเงินทั้งสิ้นกว่า 2.5 ล้านล้านบาท
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปี 2569 เรื่องสำคัญส่วนหนึ่งคือการใช้จ่ายงบประมาณ โดยการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนจะเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาครัฐบาล
ส่วนแรก หากพิจารณา กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่วงเงิน 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 1.80 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% และรายจ่ายลงทุน 6.49 แสนล้านบาท ขยายตัว 14.8%
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานอัตราเบิกจ่ายที่คาดไว้ในกรณีฐานสำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่ 90.6% แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 98% และรายจ่ายลงทุน 70% ตามลำดับ ส่งผลให้คาดว่าจะมีเงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวม 2.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 1.76 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% และรายจ่ายลงทุน 4.54 แสนล้านบาท ขยายตัว 18.2%
ต่อมาคือ กรอบงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมประจำปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 2.09 แสนล้านบาท ลดลง 8% จากปีงบประมาณก่อนหน้า แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 3.03 หมื่นล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 1.78 แสนล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 4.2% และลดลง 9.8% ตามลำดับ
ขณะที่ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในกรณีฐานคาดว่าจะมีความล่าช้าในกระบวนการจัดทำงบประมาณหนึ่งไตรมาสจากการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาล ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 คาดว่าจะมีการเบิกจ่าย 20.3% แบ่งเป็น รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน เบิกจ่าย 25.8% และ 4.5% ตามลำดับ
งบอีกส่วนอยู่ภายใต้ แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 187,700 ล้านบาท หรือ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีโครงการที่ใช้จ่ายจากงบกลางแบ่งเป็น
1. โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งได้เบิกจ่ายงบประมาณ 30,434 ล้านบาท และนำเงิน จัดสรรส่งคืนเงินแล้ว 531 ล้านบาท
2. ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ 133,863 ล้านบาท แบ่งเป็น ระยะที่ 1 วงเงิน 115,375 ล้านบาท และระยะที่ 2 วงเงินไม่เกิน 18,488 ล้านบาท
3. การโอนงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 25,858 ล้านบาท
หากพิจารณาเฉพาะความคืบหน้าในการใช้จ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจฯ วงเงินรวม 133,863 ล้านบาท โดยมีวงเงินที่ได้รับจัดสรร 130,954 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 82,847 ล้านบาท ด้านการท่องเที่ยว 9,492 ล้านบาท ด้านการลดผลกระทบภาพการส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ 11,000 ล้านบาท ด้านเศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ 9,126 ล้านบาท
รวมทั้งโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย วงเงิน 10,000 ล้านบาท และโครงการลงทุนพัฒนามนุษย์ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย วงเงิน 8,488 ล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 2569 มีการเบิกจ่ายงบกลางรายการดังกล่าวแล้ว 95,831 ล้านบาท
ทั้งนี้ พบว่า ภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าวยังมีวงเงินคงเหลือ 35,123 ล้านบาท โดยมีการลงนามผูกพันในสัญญาแล้ว 24,044 ล้านบาท และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 7,130 ล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน 50,634 ล้านบาท (เบิกจ่าย 61.12%) ด้านการท่องเที่ยว 7,054 ล้านบาท (เบิกจ่าย 74.32%)
ด้านการลดผลกระทบภาพการส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ 10,718 ล้านบาท (เบิกจ่าย 97.43%) ด้านเศรษฐกิจชุมชนและอื่น ๆ 8,935 ล้านบาท (เบิกจ่าย 97.91%) ขณะที่โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถฯ และโครงการลงทุนพัฒนามนุษย์ เบิกจ่ายครบ 100%
สศช. ประเมินว่า การเบิกจ่ายงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จะมีส่วนสำคัญต่อการรักษาแรงขับเคลื่อนของการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 และการเร่งรัดเบิกจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เหลือ วงเงิน 35,123 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รวมทั้งช่วยสนับสนุนการสร้างงาน และการสร้างรายได้ของประชาชน
นายดนุชา กล่าวว่า งบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ได้ คือ งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยตามประมาณการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 (ต.ค.-ธ.ค.) ประเมินว่า จะมีวงเงินที่สามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้ประมาณ 92,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็น่าจะมีส่วนช่วยในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวได้ในกรณีที่งบประมาณแผ่นดินปี 2570 เกิดความล่าช้าออกไป
อย่างไรก็ตาม สศช.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 -2.5% หรือประมาณ 2% โดยคาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 2% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง (-0.3%) -0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP
นอกจากนี้ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 สศช. เสนอว่าควรรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับ
การเร่งรัดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2568 ควบคู่กับการเร่งรัดกระบวนการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ
รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะและลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐสนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว และกำหนดแนวทางปรับลดรายจ่ายประจำโดยเฉพาะการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 -21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569